คลังบทความภาษาไทย

วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

ประวัติของอัครสาวกทั้ง 12 คน



        


นักบุญมัทธิว
หรือที่เรียกกันว่า "เลวี" ในพระวรสารของนักบุญมาระโก และลูกา มีอาชีพเก็บภาษีให้กรุงโรม ที่เมืองคาเบอร์นาอุม ทั้งคงมีพื้นเพทางวัฒนธรรมกรีก แต่ชื่อเก่าเป็นภาษาฮีบรู ชื่อของท่านมัทธิวนั้นหมายถึง "คนของพระเจ้า" ในพระวรสารเขียนถึงว่า "วันหนึ่งขณะที่ท่านนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน พระเยซูเจ้าเสด็จมาและชักชวนท่านว่า จงตามเรามาเถิด ทันใดนั้นท่านก็ได้ทิ้งงานและตามพระองค์ไป"
และหน้าที่สำคัญของท่านอีกอย่างหนึ่ง คือการถ่ายทอดข่าวดี หรือพระวรสาร หลังจากการเสด็จกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้าแล้ว ท่านได้นิพนธ์ พระวรสาร เพื่อชักชวนให้ชาวยิวเชื่อมั่นว่า พระเยซูเจ้า คือพระเมสสิยาห์ พระผู้ไถ่ที่ทรงเป็นพระเจ้าและมนุษย์แท้ ท่านได้เผยแพร่พระวรสารแก่ชาวยิวเป็นเวลานานถึง 15 ปี จนได้รับสมญานามว่า "อัครสาวกแห่งเอธิโอเปีย" ในภาพจะเห็นว่า ท่านยืนอยู่บนถุงเงิน แต่ท่านกำลังอ่านพระคำภีร์อยู่ หมายถึงว่าท่านเลิกอาชีพเก็บภาษี มาเป็นสาวก และเป็นผู้นิพนธ์พระวรสารฉบับหนึ่ง.
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=526951


นักบุญแอนดรูว์
มีชื่อมาจากภาษากรีก หมายความว่า " สมเป็นชายชาติบุรุษ" ดูเหมือนท่านเป็นคนใจกว้าง มีความพร้อมเสมอ เปิดเผยและกระตือรือร้น ท่านเป็นน้องชายของนักบุญเปโตร และเป็นลูกศิษย์ของนักบุญยอห์น บัปติสต์ วันหนึ่งขณะที่ท่านยอห์น บัปติสต์อยู่กับ สาวกอีกสองคน คนหนึ่งคือนักบุญแอนดรูว์ เมื่อเห็นพระเยซูเจ้าเสด็จมา ท่านยอห์นจึงบอกศิษย์ของท่านว่า "ท่านผู้นี้แหละคือลูกแกะ ของพระเจ้า" และศิษย์ทั้งสองก็ได้ติดตามพระเยซูเจ้าไป นักบุญแอนดรูว์เป็นผู้นำเปโตรมาให้พบพระเยซูเจ้า พระองค์จึงตรัสกับแอนดรูว์และเปโตรว่า " จงตามเรามาเถิด เราจะให้ท่านเป็นชาวประมงจับมนุษย์"
นักบุญแอนดรูว์ ได้ไปจาริกประกาศพระศาสนาจักร ยังประเทศกรีก รัสเซีย และโปรแลนด์ ท่านได้สิ้นใจเป็นมรณสักขี โดยการถูกจับตรึงกางเขนไขว้ เป็นรูป X ในภาษาอังกฤษ.
http://www.kamsondeedee.com/main/index.php/apostle/1028-saint

บาร์นาบัส
มีกำเนิดจากเชื้อสายของเลวี เป็นชาวเกาะไซปรัส ชื่อของท่านมีความหมายว่า "ผู้มีหน้าที่ตักเตือน" บาร์นาบัสเป็นผู้แนะนำเปาโลต่อบรรดาอัครสาวก
ขณะที่คริสตชนกำลังตั้งกลุ่มกันอยู่ที่อันติโอก บาร์นาบัสในฐานะตัวแทนของศาสนจักรแม่ คือกลุ่มพระวิหารเยรูซาเล็ม ถูกส่งไปเพื่อเป็นกำลังใจแก่บรรดาคริสตชนที่นักบุญเปาโลได้อบรมสั่งสอนอยู่ที่นั่นตลอดเวลา 1 ปี จากนั้นเปาโลและบาร์นาบัส ก็ได้จาริกไปประกาศพระศาสนจักรในต่างแดน ทั้งสองถูกเนรเทศจากเมืองแห่งหนึ่ง ไปอีกเมืองหนึ่ง ซึ่งเป็นผลดีในงานเผยแพร่พระธรรม ในที่สุดบาร์นาบัส ก็ได้มาระโกเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ไซปรัส
บาร์นาบัส ได้อุทิศชีวิตด้วยการประกาศพระศาสนา โดยการนำของพระจิตเจ้าและความศรัทธาแรงกล้า ท่านจบชีวิตด้วยการเป็นมารตีร์ที่ไซปรัส ในรัชสมัยกษัตริย์เนโร โดยมีพระวรสารฉบับของนักบุญมัทธิวกอดเอาไว้แนบอก.

นักบุญโทมัส
ชื่อของท่านในภาษาอารามัย หมายความว่า "คู่แฝด" และด้วยเหตุนี้เองนักบุญยอห์น จึงเรียกท่านเป็นภาษากรีกว่า "ดิดิม" ท่านเป็นผู้กล้าหาญ เสียสละอย่างยอดเยี่ยม เมื่อครั้งพระเยซูเจ้าทรงตรัสบอกบรรดาอัครสาวกว่า พระองค์ต้องรีบกลับไปเยี่ยมลาซารัส ที่แคว้นยูเดีย พวกสาวกได้ทราบข่าวประชาชนที่นั่นคงเอาหินทุ่มพระเยซูเจ้า ? ท่านได้กล่าวว่าเราจะไปด้วยกัน จะร่วมตายกับพระอาจารย์
เมื่อครั้งที่พระเยซูเจ้าปรากฎพระองค์แก่พวกสาวก หลังจากที่พระองค์กลับคืนพระชนม์ชีพ พวกสาวกได้กล่าวกับโทมัสว่า "เราได้พบพระเยซูเจ้าแล้ว" แต่ท่านตอบว่า " ข้าพเจ้าไม่เชื่อ จนกว่าจะได้เอานิ้วสอดเข้าไปในบาดแผลตะปู ที่พระหัตถ์และพระสีข้างของพระองค์" หลังจากนั้น 8 วัน ขณะที่โทมัสอยู่กับพวกสาวก พระเยซูเจ้าก็เสด็จมาประทับยืนต่อหน้าท่าน และตรัสแก่โทมัส ให้เอานิ้วสัมผัสที่สีข้างของพระองค์ พลางตรัสว่า "อย่าขาดความเชื่อเลย จงเชื่อเถิด" โทมัสได้ไปจาริกประกาศพระศาสนาในแคว้นต่างๆ สู่เปอร์เซีย และอินเดีย ซึ่งต่อมาท่านได้สิ้นชีวิตเป็นมรณสักขี.


เปรียบเทียบความเชื่อศรัทธาในพระเจ้า ศาสนายิว - ศาสนาคริสต์ -ศาสนาอิสลาม


                ก. ศาสนายิว - ยูดาย (Judaism) มีหลักศรัทธาความเชื่อดังนี้
               1.  พระยะโฮวาทรงเป็นพระเจ้าสูงสุดแต่เพียงองค์เดียว      ไม่มีพระเจ้าอื่นนอกจากพระองค์
ทรงเป็นผู้สร้างโลกมนุษย์และสรรพสิ่งในเอกภพ  เป็นองค์แห่งความดี  ยุติธรรม  ความรักและปัญญา  ทรงบันดาลให้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ  ในประวัติศาสตร์  ทรงควบคุมเอกภพให้ดำเนินไปตามน้ำพระทัยของพระองค์
               2.      กฎหมายของพระเจ้า  คือ กฎหมายสูงสุดที่แท้จริงแสดงให้ปรากฏในพระคัมภีร์และทัสมุดทุกประการ  ว่าด้วยการปกครอง  เศรษฐกิจ สังคม  และชีวิตประจำวัน  ไม่มีใครจะปฏิเสธกฎหมายสูงสุดนี้ได้
               3.      พระเจ้าทรงเลือกสรรชนชาติอิสราเอลให้เป็นผู้แทนพระองค์    เพื่อจะนำมนุษยชาติไปหาพระองค์  ชาวอิสราเอลทุกคนจึงมีหน้าที่เป็นพระต้องดำรงชีวิตให้อยู่ในความชอบธรรมและบริสุทธิ์ทุกประการ
               4.      เอกภาพทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นพระประสงค์  และนโยบายของพระเจ้าในการลงโทษและให้รางวัลแก่มนุษย์ว่าแต่ละครั้งพัฒนาไปสู่สภาวะที่ดีขึ้นเพื่อไปสู่อาณาจักรของพระเจ้า
               5.      ศาสดาพยากรณ์   เป็นผู้แทนที่แท้จริงของเทพเจ้าคำทำนายของศาสดาพยากรณ์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นการแสดงพระประสงค์ของพระเจ้าที่ตักเตือนสั่งสอนมนุษย์ให้รู้สึกผิดและให้โอกาสกลับตัวใหม่
               6.      เมื่อมนุษย์ตาย   พระเจ้าจะตัดสินพิพากษาด้วยความยุติธรรม  จะลงโทษคนบาปประทานพรแก่คนดี  ชำระบาปให้บริสุทธิ์ในโลกใหม่
               7.      พระเจ้าจะเสด็จมาพิพากษาโลกในวันสิ้นโลก  จะทำลายล้างคนชั่วให้หมดไป  แล้วตั้งอาณาจักรอันบริสุทธิ์ในโลกใหม่
               8.      พระเมสสิอาห์ (Massiah)  คือพระบุตรของพระเจ้า  บางทีเรียกบุตรมนุษย์จะเสด็จมาปราบศัตรูของพระเจ้าและช่วยผู้ที่ชื่อสัตย์ต่อพระองค์ให้พ้นจากทุกข์ทรมาน  จะทรงปกครองโลกด้วยสันติภาพและความรัก  ฉะนั้นให้มนุษย์เตรียมตัวไว้รับพระองค์ด้วยการดำรงค์ชีวิตให้บริสุทธิ์
               9.      การถือปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม  ซึ่งระบุไว้บนพระคัมภีร์เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยควบคุมชีวิตมนุษย์ให้อยู่ในความบริสุทธิ์ตามพระประสงค์ของพระเจ้า
               10.     ชาวยิวต้องดำรงชีวิตในความบริสุทธิ์    ตามหลักปฏิบัติว่าด้วยสิทธิ ประการ  
 หลักศรัทธาความเชื่อศาสนายิว - ยูดาย (Judaism)
               เนื่องจากคติความเชื่อถือ  "ความหวังผู้มาโปรด"  ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากคำสอนศาสนาไซโรอัสเตอร์  ทำให้ชาวยิวมั่นใจในคติปรโลกเกี่ยวกับดวงวิญญาณที่มาพัวพันอยู่กับเรื่องของมนุษย์และเรื่องของชีวิตที่ตายแล้วจะร้องกลับฟื้นคืนชีพมาเกิดใหม่ในภพใหม่อีก  และบาปอันบุคคลหนึ่งทำแล้วย่อมต้องมีผลต่อสังคมต้องรับผลร่วมกัน  เรียกว่า บาปกำเนิด  ดังนั้นศาสดาพยากรณ์จึงมีความสำคัญมากที่จะเป็นผู้คอยกำหนดชะตากรรมของสังาคมต้องมีพระผู้ไถ่บาป  "Messiah"
               การทำบาปเป็นสิ่งที่ชำระได้ด้วยการออกนามพระเจ้าโดยวิธีอ้อนวอน ขอให้ทรงช่วย
ความสุขจะเกิดขึ้นได้แก่การสารภาพบาป  เพราะยิวเชื่อว่าผู้ปฏิเสธความผิด  ผู้นั้นจะได้รับโทษหรือความผิดถึง 2 เท่า  ดังนั้น  ยิวจึงถือหลักปฏิบัติว่า  กลัวพระเจ้า
การรักษาบัญญัติของพระองค์เป็นหน้าที่ของมนุษย์เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงนำคำพิพากษามาให้แก่มนุษย์ในส่วนดี  และส่วนที่ชั่วคือทั้งทุกข์ทั้งสุข  ชีวิตนี้มีเพียงครั้งเดียวความจงรักภักดีและบูชาในพระยะโฮวา  และการปฏิบัติตามเทวโองการผ่านโมเสส  จุดหมายคือการได้อยู่ร่วมกับพระเจ้าในสวรรค์

               ข. ศาสนาคริสต์  หลักศรัทธาความเชื่อศาสนาคริสตร์  ได้ดังนี้
               1. เป็นศาสนาที่สืบทอดประวัติศาสตร์และประเพณีมาจากศาสนายูดาย    ยอมรับคัมภีร์ของยูดายที่ว่า  พระเมสสิอาห์หรือพระผู้มาโปรดและรวบรวมคัมภีร์ใหม่ขึ้น  ประกาศว่า  พระเยซูคือพระเมสสิอาห์  ที่พวดยิวรอคอยอยู่นั้นเอง  จึงทำให้เกิดการแตกแยกกันคือยิวส่วนใหญ่ยอมรับไม่ได้  ปฏิเสธพระเยซูว่ามิใช่พระผู้มาโปรดอย่างสิ้นเชิง  ทำให้ผู้ไม่ยอมรับยังคงเป็นคริสต์ศาสนิกชนต่อไป  ส่วนผู้ยอมรับก็กลายเป็นศาสนิกชนคริสต์ไปแต่ก็ยังปฏิบัติตามพิธีกรรมและประเพณีศาสนารวมทั้งข้อเชื่ออื่น ๆ  อย่างเดียวกัน  เพราะมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน
               2. เพราะเชื่อว่า  พระเยซูคือพระผู้มาโปรดองค์จริง  ชาวคริสต์จึงสืบทอดประวัติศาสตร์ของศาสนาเดิมต่อไป  โดยถือว่า  พระเยซูคือประกาศหรือผู้ประกาศข่าวดีไว้ให้เท่านั้น และประกาศว่า  พระเยซูคือมนุษย์ที่เป็นบุตรของพระเจ้า  เมื่อพระเยซูสิ้นชีพแล้ว  สาวกได้พากันออกประกาศคำสอนและจริยาวัตรของพระเยซูว่าพระเยซูเป็นบุตรของพระเจ้าด้วย
               3.  ศาสนาคริสต์ยอมรับคัมภีร์พันธสัญญาเดิมอยู่ก่อนแล้ว  เมื่อพระเยซูสิ้นชีพแล้ว  จึงได้รวบรวมคำสอนกิจกรรมและเหตุการณ์ของเหล่าสาวกที่ได้นิพนธ์เอาไว้  รวมกันขึ้นเป็นคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ระหว่าง ปี ค.ศ. 51-100  จากนั้นศาสนาคริสต์ก็พัฒนามาตามลำดับเป็นการปิดประเด็นประวัติศาสตร์แห่งการรอคอยของศาสนายูดายลง
              
                ค. ศาสนาอิสลามหลักศรัทธาความเชื่อ มีดังนี้
               1.      เป็นศาสนาแห่งการมอบตนต่ออัลเลาะห์ด้วยศรัทธา  เพื่อความสันติสุข  ต้องปฏิบัติตาม
กฎเกณฑ์ที่รวบรวมขึ้นไว้ในคัมภีร์อัลกุลอานอย่างเคร่งครัด  ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย  โดยมีความเชื่อเป็นสำคัญดังข้อความว่า "โอ้ มูฮำมัด จงกล่าวกับพวกไม่ยอม  เชื่อเถิดว่า  พวกเจ้าทั้งหลายจะถูกพิชิต  และพวกเจ้าจะถูกไล่ต้อนสู่นรกยะฮันนัม  อันเป็นที่พักที่เลวยิ่ง" ดังนี้
               2.      อิสลามถือว่าในการปฏิบัติศาสนาให้ถือเอาเทวโองการ  วจนะ จริยาวัตรของศาสดามุฮำ
มัด  เป็นเกณฑ์ตัดสินแต่เมื่อมีปัญหาให้ถือเอาคำชี้ขาดของผู้มีอำนาจในศาสนาเป็นหลัก
               3.      ศาสนาอิสลามตั้งอยู่บนเทวโองการที่ประทานแก่ศาสดามุฮัมมัด  ผ่านศาสนทูต  เปิดเผย
ครั้งแรกในวันที่  27 เดือนรอมฏอน ค.ศ. 610 ในถ้ำ  ฮิรอบนภูเขานูร์  เมื่อที่ศาสดามูฮัมมัดมีอายุ 40 ปี  ขณะนั่งสงบจิตอยู่ในถ้ำ
               4.      เทวโองการที่ศาสดามูฮำมัดได้รับมานั้น  เนื่องจากท่านไม่รู้หนังสือจึงบอกพระวจนะ
เหล่านั้นแก่ผู้ใกล้ชิดบันทึกไว้ครั้งต่อครั้งมีการทรงจำทบทวนสืบต่อกันมา  รอบรวมจารึกไว้เป็นคัมภีร์เมื่อท่านศาสดามุฮำมัดสิ้นชีพแล้ว  ได้6 เดือน
               5.      กฎหมายและระเบียบการดำเนินชีวิตของมุสลิม  นำไปสู่การสำนึกว่ามีพระเจ้าแต่พระ
องค์เดียวคือ  อัลเลาะห์  ทรงเป็นพระผู้สร้างสรรพสิ่ง  และทรงกำหนดระเบียบให้สรรสิ่ง  ทรงกำหนดกฎเกณฑ์ให้มนุษย์ปฏิบัติตามขั้นตอน  ลำดับในประวัติศาสตร์  แต่ทรงประทานกฎระเบียบต่าง ๆ  ที่สมบูรณ์ที่สุดให้กับศาสนทูตสุดท้ายคือมุฮำมัด  ผู้เชื่อฟังบัญชาของพระองค์  จะได้ไปสวรรค์นิรันดร  ผู้ขัดขืนจะได้รับโทษตกนรกนิรันดร
               6.      อิสลามถือว่าทุกคนเกิดมาโดยความปรานีของพระเจ้า  ไม่มีบาปติดตัวมาแต่กำเนิดทุกคน
เสมอกัน  มีสิทธิเท่าเทียมกันในการเข้าใกล้พระเจ้า  ไม่มี  ไม่มีนักพรตทุกคนเป็นมุสลิมเหมือนกันและเมือถึงแก่กรรมแล้วจะได้ไปเกิดอีกครั้งในวันตัดสินบุญ  บาป ต่อหน้าพระเจ้า
               7.      อิสลามถือว่า  ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์ในการไถ่บาปมนุษย์  สิทธิในการไถ่บาปเป็นของอัลเลาะห์
แต่พระองค์เดียว  ทุกคนต้องวิงวอนของอภัยด้วยตนเอง  และอิสลามเป็นคำสอนสุดท้ายที่พระเจ้าทรงประทานมาให้แก่มนุษย์
 สรุปเปรียบเทียบความเชื่อศรัทธาในพระเจ้า  ศาสนายิว - ศาสนาคริสต์ -ศาสนาอิสลาม


วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ คือ เมื่อคุณเชื่อและทำตามทุกอย่างที่พระเจ้าสอน..

รักไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือรักของพระเยซู
ความอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ คือ เมื่อคุณเชื่อและทำตามทุกอย่างที่พระเจ้าสอน.........ถึงคุณได้สัมผัสพลังแห่งการเจิมจากเบื้องบน หายป่วยโดยฉับพลัน พระเจ้าพูดเข้ามาในหูได้ยินชัดแจ๋ว วิญญาณชั่วที่สิงได้ออกไป ล้มพระวิญญาณ......จะมีประโยชน์อันใด เมื่อคุณสัมผัสสิ่งเหล่านี้แล้วคุณยังมีชีวิตแบบเดิมๆ อย่างเดิม เท่าเดิม คุณยังเป็นคนเดิม......คุณไม่กล้าที่จะตาย....คุณไม่ยอมตาย.....แล้วคุณจะพบการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่สูงสุดของชีวิตได้อย่างไร.....เพราะฉนั้นจงตายซะ...!!!! แล้วบังเกิดใหม่ เอเมน

"เป็นไปไม่ได้เลย ... ที่เราจะดำเนินชีวิตในโลกท่ามกลางกระแสกดดันต่างๆ

Netsak Sairangka
"เป็นไปไม่ได้เลย ... ที่เราจะดำเนินชีวิตในโลกท่ามกลางกระแสกดดันต่างๆของโลกนี้ แล้วเราจะไม่พึ่งพากำลังฝ่ายวิญญาณ และหันไปอาศัยแต่กำลังเนื้อหนังฝ่ายเดียว"

จึงจำเป็นมากๆที่เราต้องเข้าหาพระเจ้า
"เพราะว่าความต้องการของเนื้อหนังขัดแย้งพระวิญญาณ และพระวิญญาณก็ขัดแย้งกับเนื้อหนัง เพราะทั้งสองฝ่ายต่อสู้กัน ดังนั้นท่านทั้งหลายจึงไม่สามารถทำสิ่งที่ท่านปรารถนาจะทำ" (กท.5:17)
เคยไหม...ที่บางที สิ่งดีมากมายที่เราตั้งใจอยากจะทำ แต่พอถึงเวลากลับทำไม่ได้ เพราะว่าในตัวของเรานั้นมีธรรมชาติของเนื้อหนังอยู่ ... หลายๆครั้งเราเลือกจะทำสิ่งที่ถูกใจมากกว่าสิ่งที่ถูกต้องเสมอ
"คือว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ก็ไม่ได้ทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาทำ ก็ยังทำอยู่ ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังทำสิ่งซึ่งไม่ปรารถนาจะทำ ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้ทำ แต่บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้ทำ" (รม.7:19-20)

แม้ว่าเราจะรู้ว่าอะไรบาป อะไรดี เราได้เรียนรู้ว่าสิ่งใดควรทำและสิ่งใดไม่ควรทำ เรารู้ดี...ทุกสิ่ง อาจจะด้วยเหตุผลหลายๆประการที่เราเผลอทำสิ่งไม่ดีนั้น แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ... แน่นอนเราทุกคนอยากจะทำดีมากกว่าทำชั่ว แต่...บางทีก็ยากที่จะทำจริงๆ
"โอย ข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพชอะไรเช่นนี้? ใครจะช่วยให้พ้นจากร่างกายแห่งความตายนี้" (รม.7:24)

ด้วยเหตุนี้...เราจำเป็นต้องเข้ามาพึ่งพาพระวิญญาณฯให้มากๆ ผ่านการเฝ้าเดี่ยว เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเผชิญสิ่งสารพัดในโลกโดยปราศจากการพึ่งพาพระวิญญาณฯผ่านการเฝ้าเดี่ยว

การเฝ้าเดี่ยว ไม่ใช่โปรแกรมๆหนึ่งของชีวิต หากแต่เป็นส่วนหนึ่งและเป็นส่วนสำคัญของชีวิตของเรา และการเฝ้าเดี่ยวเป็นรากฐานที่สำคัญมากของชีวิตในการเดินกับพระเจ้าในแต่ละวัน พระเยซูคริสต์แม้จะทรงเป็นพระเจ้าในสภาพของมนุษย์ พระองค์ก็ทรงให้ความสำคัญของการเฝ้าเดี่ยวเสมอ
"ในเวลาเช้ามืดพระองค์ทรงลุกขึ้นเสด็จออกไปยังที่สงบ และทรงอธิษฐานที่นั่น" (มก.1:35)
พระเยซูคริสต์ทรงมีโปรแกรมมากมายในแต่ละวัน แต่พระองค์ก็ทรงให้ความสำคัญกับการเฝ้าเดี่ยวมาก เพราะทรงรู้ว่า หากปราศจากการเฝ้าเดี่ยวก็อาจจะอ่อนกำลังได้ เพราะการเฝ้าเดี่ยว เป็นการเอาชีวิตของเราไปต่อสนิทกับพระเจ้า

และการเฝ้าเดี่ยวนั้น...เป็นการบ่งบอกว่า ไม่มีอะไรที่สำคัญที่สุดนอกจากเรื่องระหว่างเรากับพระเจ้าเท่านั้น ฉะนั้น เราต้องหาที่สงบ เพื่อให้จิตใจสงบ เอาทุกสิ่งที่เรากังวลหรือสิ่งที่เราอยากจะทำนั้นวางไว้ที่แท่นบูชา เอาเวลาคิดถึงแต่ความงดงามของพระเจ้า
"จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย จงตื่นเถิด พิณใหญ่และพิณเขาคู่เอ๋ย จงตื่นเถิด ข้าพเจ้าจะปลุกอรุณ ข้าแต่องค์เจ้านาย ข้าพระองค์จะขอบพระคุณพระองค์ท่ามกลางชนชาติทั้งหลาย ข้าพระองค์จะร้องเพลงสดุดีพระองค์ท่ามกลางชาวประเทศทั้งหลาย" (สดด.57:8-9)
"เพราะวันเดียวในบริเวณพระนิเวศของพระองค์ดีกว่าพันวันในที่อื่น ข้าพเจ้าจะขอเป็นคนเฝ้าประตูพระนิเวศพระเจ้าของข้าพเจ้า ดีกว่าอยู่ในเต็นท์ของความอธรรม" (สดด.84:10)

หลายๆครั้งที่เราพ่ายแพ้ และเหนื่อยล้ากับชีวิตเพราะเราสาละวนกับหลายๆสิ่งที่เราทำ เช่น มารธา เมื่อเธอสาละวนกับการปรนนิบัติ แม้จะเป็นการดี แต่สุดท้ายเธอก็เหนื่อยแล้วเธอก็บ่น อย่าลืมว่า...ชีวิตของเรานั้นมันเหมือนการวิ่งมาราธอน ต้องวิ่งและรักษาความสมดุลไม่เร่งแต่ตอนแรกๆ ขณะที่ยังมีกำลังอยู่อะไรๆก็ดูดีหมด แต่ลองหมดกำลังและเหนื่อยสิ อะไรๆก็อาจจะขัดหูขัดตาไปหมดแน่ๆ เช่น มารธา มองว่าสิ่งที่มารีย์ที่กำลังนั่งแทบพระบาทพระเยซูคริสต์เพื่อจะฟังถ้อยคำของพระเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยสมควรเท่าไร และก็ขัดหูขัดตาเธอจริงๆ

ฉะนั้น...วันนี้จงเข้ามา ไม่ว่าจะเรื่องของเราเป็นเรื่องอะไร พระเจ้าทรงรอฟังอยู่เสมอ อย่าอายเพราะพระเจ้าทรงทราบดีก่อนที่ลิ้นของเราจะพูดก่อนแล้ว
"ข้าแต่พระยาห์เวห์ แม้ก่อนที่ลิ้นของข้าพระองค์จะพูด พระองค์ก็ทรงทราบความเสียหมดแล้ว" (สดด.139:4)

จงตั้งเวลาเฉพาะที่อยู่กับพระเจ้า อย่าหาเวลาว่างก่อนค่อยจะเฝ้าเดี่ยว เพราะไม่มีวันที่จะหาเวลาว่างนั้นเจอเด็ดขาด และในแต่ละวัน พระเจ้าทรงรอที่จะคุยกับเราเสมอ การเฝ้าเดี่ยวเป็นกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้าให้สนิทสนมแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

ลองคิดเถิด ... หากเป็นเราเองที่ต้องเอาแต่รอ รอให้ใครบางคนที่เรารักและอยากจะคุยด้วยนั้น ให้ว่างก่อนแล้วค่อยมาหา เราจะรู้สึกอย่างไร และเราจะรู้สึกอย่างไรเมื่อมีใครคนหนึ่งที่เรารักเขาได้ตั้งใจจะมาหาเราเสมอๆ แบบไหนละ...ทีเราชอบ?

และ...การเฝ้าเดี่ยว เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ร้องทูลเรื่องราวส่วนตัวกับพระเจ้า และวิงวอนเพื่อผู้อื่นด้วย เพื่อพระเจ้าจะทรงเมตตาเราและคนอื่นๆ

เราทูลขอในสิ่งที่จำเป็น และในสิ่งที่เราขาด เพราะว่าเรานั้นถูกสร้างมาอย่างจำกัด และที่เรามีอยู่ในขณะนี้นั้นก็ยังไม่พอ ฉะนั้น...เราจึงเข้ามาเพื่อจะทูลขอต่อพระเจ้า เพราะทรงสัญญาว่า "จงขอแล้วจะได้...จงหาแล้วจะพบ และจงเคาะแล้วจะเปิดให้" (มธ.7:7) อย่าลืมสิ...พระเจ้าของเราทรงเป็นแหล่งแห่งความอุดมสมบูรณ์ สิ่งที่เราขาดแคลนนั้น ในพระเจ้ามีอย่างบริบูรณ์และทรงพร้อมที่จะประทานให้กับทุกๆคนที่ขอต่อพระองค์ เพราะเราคือ "ลูก" มิใช่ "ลูกจ้าง" ที่ต้องทำก่อนค่อยได้รับ แต่จง...เข้ามาอ้อนวอนต่อพระเจ้า แล้วเราจะได้รับทุกสิ่งที่ขาดแคลนอยู่อย่างแน่นอน
"เหล่าสิงห์หนุ่มยังขาดแคลนและหิวโหย แต่ผู้ที่แสวงหาพระยาห์เวห์ไม่ขาดสิ่งดีใดๆ" (สดด.34:10)

อย่าลืม...นะ หากรักพระเจ้าจริงๆก็จงรักทั้งด้วยคำพูด ด้วยความจริง และแสดงออกผ่านการกระทำ อย่าแค่บอกว่ารักพระเจ้า แต่ไม่เคยจะมีเวลาส่วนตัวกับพระเจ้าเลย แล้วเราจะรู้จักจนกลายเป็นคนที่รู้ใจพระเจ้าได้อย่างไร ... ฉะนั้น จงเฝ้าเดี่ยว เพราะเป็นสถานที่ๆเดียวที่เราและพระเจ้าจะพบกันได้เสมอตลอดเวลาด้วย อย่าลืมสิ...พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ ทรงทำได้ทุกสิ่ง การเข้ามาหาพระเจ้า คือ การยอมให้พระเจ้าทรงทำทุกสิ่งในชีวิตของเราในสิ่งที่จำเป็น เกินกำลัง และขาดแคลนอยู่ เพราะพระเจ้าทรงสามารถทำให้สิ่งที่เป็นไปได้ กลับเป็นไปได้ทุกสิ่ง

พระเจ้าอวยพรครับ

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

โปรดอธิษฐานเดี๋ยวนี้ แล้วพระเยซูคริสต์ก็จะเสด็จเข้ามาประทับในชีวิตของท่าน

"ข้าแต่พระพระเยซูคริสต์เจ้า ข้าพเจ้าปราถนาพระองค์ด้วยสุดใจ ข้าพเจ้าขอเปิดประตูชีวิต ต้อนรับเอาพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด และเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า ขอขอบพระคุณพระองค์ ที่ทรงประทานอภัยโทษความผิดบาปให้แก่ข้าพเจ้า โปรดครอบครองบัลลังก์ชีวิตของข้าพเจ้า และนำให้ข้าพเจ้าดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์เถิด อาเมน"

วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

ฉันคิดถึงเธอแมนดี้


ถึง แมนดี้ ฮ็อกเบน
ฉันขอโทษนะแมนดี้ที่ไม่รู้นามสกุลใหม่ของเธอ
ฉันพยายามค้นหาเธอจนทั่วไปหมด
ตลอดระยะเวลาหลายๆ ปีนี้
และจะไม่มีใครหน้าไหนมาห้ามฉันไม่ให้ตามหาเธอ
ฉันคิดถึงเธอเสมอนะแมนดี้ทุกนาทีของทุกวัน ทุก ๆ วัน ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา
ฉันยังรู้สึกว่าเธออยู่ใกล้ ๆ ฉันตลอดเวลา
เหมือนที่เธอเคยทำ
ฉันต้องการพูดกับเธอมากคิดถึงเธอมากที่สุด
การได้พูดกับเธออีก มันอาจจะทำให้ความเจ็บปวดหายไปบ้าง
ได้โปรดเถอะแมนดี้ โทรหาฉันด้วย
074-276-14501

จาก "พ่อของเธอ"