คลังบทความภาษาไทย

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569

โลกทั้งใบเป็นทอง ก็ถมความอยากไม่เต็ม

 


“โลกทั้งใบเป็นทอง ก็ถมความอยากไม่เต็ม”  

บทเรียนชีวิตจากหมอผู้เคยมีทุกอย่าง ก่อนเลือกวางทุกอย่างเพื่อค้นหาคำว่า “พอ”

 จาก “หมอเกียรตินิยมอันดับ 1” สู่ “พระมหากีรติ”

เมื่อคนที่เคยมีเกือบทุกอย่าง เลือกถามตัวเองว่า… #ชีวิตต้องการอะไรกันแน่

“ต่อให้เนรมิตโลกทั้งใบให้เป็นทองคำ ก็ไม่สามารถถมความอยากของคนให้เต็มได้”

ประโยคสั้น ๆ นี้ ฟังดูเหมือน #คำสอนธรรมดา หากออกจากปากคนที่ไม่เคยมีทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือความสำเร็จทางโลกมากนัก แต่เมื่อประโยคเดียวกันถูกอธิบาย โดยผู้ที่เคยเดินมาถึงจุดสูงของ #เส้นทางวิชาชีพแพทย์ ผ่านการเรียนแพทย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย #จบเกียรตินิยมอันดับ1 และไปต่อยอดด้านกุมารเวชศาสตร์และต่อมไร้ท่อเด็กในสหรัฐอเมริกา ความหมายของคำว่า “ความพอ” กลับชวนให้หยุดคิดมากขึ้น

บุคคลที่ถูกพูดถึงคือ #พระมหากีรติ ธีรปัญโญ หรือ “#พระอาจารย์ต้น” อดีตนายแพทย์กีรติ ศรีวัฒนา ปัจจุบันเป็น #พระในสายวัดป่า และมีข้อมูลเผยแพร่ว่าท่านจำพรรษาและทำงานด้านธรรมะที่ #วัดป่าสว่างบุญ หรือ #วัดป่าบุญล้อม อำเภอสว่างวีระวงศ์ #จังหวัดอุบลราชธานี

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคำว่า “หมอเก่งที่หันมาบวช” คือ เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนเส้นทางชีวิต

เพราะเรื่องราวของท่านไม่ได้เริ่มต้นจากการล้มเหลว

ไม่ได้เริ่มจากธุรกิจพัง

ไม่ได้เริ่มจากความผิดหวังในชีวิต

แต่เริ่มต้นจากการได้พบพระธรรมระหว่างอยู่ต่างประเทศ และจาก “รถคันหนึ่ง” ที่ท่านเคยช่วยขับถวายพระอาจารย์ชยสาโร

และนั่นอาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดว่า บางครั้งจุดเปลี่ยนชีวิตไม่ได้มาในวันที่ชีวิตพัง แต่อาจมาในวันที่ชีวิตกำลังไปได้ดี เพียงแต่เราเริ่มมองเห็นว่า สิ่งที่กำลังไล่ตามอยู่นั้นอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิต

1 : เด็กคนหนึ่งที่เดินมาถึงยอดของความสำเร็จ

พระมหากีรติ ธีรปัญโญ มีชื่อเดิมว่า "นพ.กีรติ ศรีวัฒนา" เกิด พ.ศ. 2510 ที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

เส้นทางการศึกษาของท่านโดดเด่นตั้งแต่เด็ก ผ่านโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก่อนเข้าสู่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ข้อมูลประวัติที่เผยแพร่โดยแหล่งข้อมูลด้านพระพุทธศาสนาระบุว่า ท่านสำเร็จแพทยศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 ในปี 2533

จากนั้นยังเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อศึกษาต่อ

ได้รับ American Board of Pediatrics จาก Children’s Hospital of Michigan ในปี 2537 พร้อมผลงานวิจัยเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองเด็กที่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว

ต่อมายังศึกษาต่อด้าน Pediatric Endocrinology ที่ Children’s Hospital Medical Center เมือง Cincinnati รัฐ Ohio และสำเร็จในปี 2540 โดยศึกษาประเด็นเกี่ยวกับยีนในผู้ป่วย diabetes insipidus และฮอร์โมน vasopressin

พูดง่าย ๆ คือ ท่านไม่ได้เดินออกจากเส้นทางแพทย์เพราะไปไม่ถึง

แต่กลับเดินออกมา หลังจากไปถึงจุดที่คนจำนวนมากอยากไปให้ถึง

“ความสำเร็จไม่เท่ากับความสุข”

2 : จาก “หมอ” สู่การพบคำถามที่ใหญ่กว่าวิชาชีพ

หลังกลับประเทศไทย ท่านทำงานด้านการแพทย์และเกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนที่เส้นทางชีวิตจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่ท่านอยู่สหรัฐอเมริกา

มีข้อมูลจากประวัติที่เผยแพร่โดย #มูลนิธิกัลยาณธรรม และสื่อด้านธรรมะว่า ท่านมีโอกาสพบ  #พระอาจารย์ชยสาโร ซึ่งขณะนั้นนำการปฏิบัติธรรมให้กลุ่มนักเรียนไทยในสหรัฐฯ และท่านได้รับการขอให้ช่วยขับรถถวายพระอาจารย์

จากหน้าที่เล็ก ๆ อย่าง “คนขับรถ”

กลับกลายเป็นประตูสู่ประสบการณ์ที่เปลี่ยนมุมมองชีวิต

นี่คือจุดที่น่าสนใจมาก

เพราะเราอาจคิดว่า การเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ต้องเกิดจากเหตุการณ์ใหญ่

แต่บางครั้งมันอาจเกิดจากการนั่งอยู่ในรถ ฟังคำพูดของใครบางคน แล้วกลับมาถามตัวเองว่า

“ชีวิตที่กำลังสร้างอยู่นี้ เรากำลังสร้างไปเพื่ออะไร?”

3 : ไม่ได้หนีความล้มเหลว แต่กำลังค้นหาความหมาย

มีข้อมูลบางกระแสในโลกออนไลน์ระบุว่าท่านอุปสมบทในปี 2548 แต่ประวัติจากแหล่งข้อมูลด้านพระพุทธศาสนาหลายแห่งระบุชัดเจนว่า ท่านอุปสมบทในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2541 ที่ #วัดหนองป่าพง โดยมี #พระราชภาวนาวิกรม หรือ #หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธมฺโม เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอาจารย์ชยสาโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์

 ท่านเลือกเข้าสู่ชีวิตสมณะตั้งแต่ ปี 2541

และนับถึงปัจจุบันก็ผ่านเส้นทางในสมณเพศมายาวนานกว่าสองทศวรรษ

หลังจากนั้นท่านฝึกอบรมที่วัดป่านานาชาติประมาณ 5 ปี และมีประสบการณ์ทำหน้าที่พระธรรมทูตในสหรัฐอเมริกาและนิวซีแลนด์ รวมทั้งทำงานด้านการศึกษาและแปลพระธรรม

นี่จึงไม่ใช่เรื่องของคนที่ “เบื่ออาชีพหมอแล้วไปบวช”

แต่เป็นเรื่องของคนที่ เปลี่ยนคำถามของชีวิต

จาก ...“ฉันจะไปได้ไกลแค่ไหน?”

เป็น...“สุดท้ายแล้ว ฉันกำลังจะไปที่ไหน?”

4 : “โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา”

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่หลักธรรมเรื่อง ตัณหา

มีการเผยแพร่คำอธิบายของพระมหากีรติว่า หนึ่งในพระสูตรที่ท่านชื่นชอบคือ รัฏฐปาลสูตร ซึ่งกล่าวถึงเหตุผลของการออกบวชและสภาพของโลกที่ “พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา”

เมื่อกลับไปดูพระไตรปิฎก จะพบว่ารัฏฐปาลสูตรมีใจความสำคัญเกี่ยวกับ ความไม่เที่ยงของโลก ความไม่มีสิ่งใดเป็นของเราอย่างแท้จริง และความไม่รู้จักพอของตัณหา

นี่เองคือที่มาของแนวคิดที่ว่า...ต่อให้โลกทั้งใบกลายเป็นทองคำ ก็ยังไม่สามารถตอบสนองความอยากของมนุษย์ได้

เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า ...“เรามีไม่พอ”

แต่บางครั้งปัญหาอยู่ที่ ..“ใจของเราไม่เคยรู้จักคำว่าพอ”

5 : เงินมากขึ้น แต่ความอยากก็เดินตามมา

ลองมองชีวิตคนธรรมดา

เงินเดือน 20,000 บาท อาจคิดว่า “ถ้าได้ 40,000 ชีวิตคงสบาย”

เมื่อได้ 40,000 ก็คิดว่า “ถ้าได้ 60,000 ก็คงดี”

เมื่อได้ 60,000 ก็อาจเริ่มคิดถึงบ้านหลังใหญ่กว่า รถที่ดีกว่า เงินเก็บที่มากกว่า

เมื่อมีบ้านแล้วก็อยากมีอีกหลัง

มีรถแล้วก็อยากได้รถที่ดีกว่า

มีเงินล้านก็อยากมี 10 ล้าน

มี 10 ล้านก็เริ่มคิดถึง 100 ล้าน

และเมื่อมี 100 ล้าน คำถามอาจไม่ใช่ “พอหรือยัง?”

แต่กลายเป็น ...“ทำอย่างไรจึงจะมีมากกว่านี้?”

นี่ไม่ได้หมายความว่า การมีเงินหรือการประสบความสำเร็จเป็นสิ่งผิด

พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้ทุกคนต้องทิ้งงาน ทิ้งครอบครัว หรือทิ้งทรัพย์สิน

แต่กำลังชวนให้ถามว่า

เราเป็นเจ้าของทรัพย์ หรือทรัพย์กำลังเป็นเจ้าของเรา?

นี่คือความแตกต่างระหว่าง “มี” กับ “ถูกความอยากครอบงำ”

6 : หมอรักษาร่างกาย แต่ธรรมะถามถึงความทุกข์ของใจ

ประสบการณ์ในฐานะแพทย์ทำให้เรื่องนี้ยิ่งน่าคิด แพทย์สามารถรักษาโรคจำนวนมากได้

ยาอาจลดความเจ็บปวด การผ่าตัดอาจช่วยยืดชีวิต

เทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

แต่ยังมีคำถามอีกประเภทหนึ่งที่ #วิทยาศาสตร์การแพทย์ไม่สามารถตอบแทนธรรมะ ได้ทั้งหมด

คือ “เมื่อรู้ว่าต้องแก่ ต้องเจ็บ และต้องตาย เราจะอยู่กับความจริงเหล่านี้อย่างไร?”

เพราะคนเราไม่ได้กลัวเพียงความเจ็บป่วย

เรากลัวการสูญเสีย

กลัวความตาย

กลัวการพลัดพราก

กลัวสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

และบางครั้ง แม้ร่างกายจะได้รับการรักษา แต่ใจก็ยังทุกข์

ตรงนี้เองที่ #พระพุทธศาสนา พยายามชี้กลับมาที่ #ต้นเหตุของความทุกข์ คือ #การทำความเข้าใจ #ความยึดมั่น #ความอยาก และ #การปรุงแต่งของจิต

. “รักษาร่างกายได้ แต่อย่าลืมรักษาใจ”

7 : การบวชไม่ใช่การหนีโลก แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีมองโลก

หลังอุปสมบท พระมหากีรติไม่ได้หยุดเรียนรู้

ประวัติที่เผยแพร่ระบุว่าท่านฝึกอยู่ที่วัดป่านานาชาติประมาณ 5 ปี และต่อมาทำหน้าที่พระธรรมทูตในต่างประเทศ รวมทั้งมีบทบาทด้านการสอนและแปลภาษาอังกฤษ

นอกจากนี้ยังศึกษาพระบาลีและสอบได้ เปรียญธรรม 7 ประโยค ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยองค์กรด้านพระพุทธศาสนาและแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับท่าน

อาจมองได้ว่า เส้นทางชีวิตของท่านไม่ได้เปลี่ยนจาก “การเรียนรู้” ไปสู่ “การไม่เรียนรู้”

แต่เปลี่ยนจาก... เรียนเพื่อประกอบวิชาชีพ เป็น...เรียนเพื่อเข้าใจชีวิต

จากการศึกษาร่างกายมนุษย์ สู่การศึกษาจิตใจมนุษย์

8 : ชีวิตที่เรียบง่าย อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด

คนภายนอกอาจเห็นชีวิตพระป่าว่าเรียบง่าย

ไม่มีเงินเดือน ไม่มีตำแหน่งทางธุรกิจ ไม่มีบ้านหรู ไม่มีรถหรู

ไม่มีการแข่งขันเพื่อเลื่อนตำแหน่ง

แต่ชีวิตแบบนั้นไม่ได้หมายความว่า “ไม่มีความยาก”

ตรงกันข้าม การลดสิ่งที่กระตุ้นความอยากต่างหากที่กลายเป็นการฝึกใจ

ในแนวทางพระป่า สิ่งสำคัญคือ ศีล สติ สมาธิ และปัญญา

เพราะเมื่อสิ่งภายนอกลดลง เราจะเริ่มเห็นสิ่งที่อยู่ภายในชัดขึ้น

ความโลภ ความโกรธ ความกลัว ความหวง ความอยาก ความยึดติด

#สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หายไปเพียงเพราะเราเดินเข้าวัด

แต่ต้องฝึกจน เห็นมัน รู้เท่าทันมัน ...และค่อย ๆ วางมัน

9 : “ความอยาก” ไม่ได้ผิด แต่การตกเป็นทาสของความอยากต่างหากที่ต้องระวัง

นี่คือบทเรียนที่คนทั่วไปนำไปใช้ได้ แม้ไม่ต้องบวช

คนหนึ่งอยากมีบ้าน ...ไม่ผิด

คนหนึ่งอยากให้ลูกเรียนสูง...ไม่ผิด

คนหนึ่งอยากมีเงินเก็บ...ไม่ผิด

คนหนึ่งอยากประสบความสำเร็จ...ไม่ผิด

ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อสิ่งเหล่านี้ กลายเป็นเงื่อนไขเดียวของความสุข

“ถ้าไม่ได้สิ่งนี้ ฉันจะไม่มีความสุข”

เมื่อใจคิดแบบนี้ ชีวิตก็กลายเป็นการต่อรองกับความอยากตลอดเวลา

✅ได้แล้วก็กลัวเสีย

✅มีแล้วก็กลัวไม่พอ

✅สำเร็จแล้วก็กลัวคนอื่นแซง

✅มีเงินแล้วก็กลัวเงินลด

✅มีชื่อเสียงแล้วก็กลัวคนลืม

และท้ายที่สุด เราอาจใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อรักษาสิ่งที่เราสะสม จนไม่มีเวลาใช้ชีวิต

10 : “โลกทั้งใบเป็นทองคำ” แต่ถ้าใจยังไม่พอ ทองคำก็ไม่ช่วย

ประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่า “เงินไม่มีค่า”

แต่กำลังถามว่า “เงินมีค่าแค่ไหนต่อความสุขของเรา?”

✅เงินซื้ออาหารได้

✅ซื้อบ้านได้

✅ซื้อการรักษาพยาบาลได้

✅ซื้อความสะดวกได้

แต่เงินไม่สามารถรับประกันได้ว่า...

❌เราจะไม่กลัว

❌เราจะไม่เสียใจ

❌เราจะไม่แก่

❌เราจะไม่เจ็บ

❌เราจะไม่สูญเสีย

และท้ายที่สุด ❌เราจะไม่ตาย

พระพุทธศาสนา จึงไม่ได้ชวนให้มนุษย์ปฏิเสธโลก

แต่ชวนให้เห็นโลก ตามความเป็นจริง

มีแล้วก็ต้องรู้ว่าไม่เที่ยง

รักแล้วก็ต้องรู้ว่ามีการพลัดพราก

เกิดแล้วก็ต้องรู้ว่ามีความตาย

ได้แล้วก็ต้องรู้ว่าสักวันหนึ่งต้องเสีย

11 : บทเรียนจาก “หมอ” ที่หันมารักษาใจ

เรื่องราวของ #พระมหากีรติ จึงมีความน่าสนใจตรงที่ เส้นทางเดิมกับเส้นทางใหม่ไม่ได้ขัดแย้งกันเสียทีเดียว

ในอดีต ท่านรักษาผู้ป่วย วันนี้ท่านแสดงธรรมและนำผู้คนเข้าสู่การปฏิบัติ

ในอดีต ท่านศึกษาร่างกาย วันนี้ท่านศึกษาจิต

ในอดีต ท่าน #ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อบรรเทาความเจ็บป่วย

วันนี้ท่าน #ใช้ธรรมะชวนให้คนมองเห็นต้นเหตุของความทุกข์

และบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่คำสอนของท่านกระทบใจคนจำนวนมาก

เพราะผู้พูดไม่ได้บอกว่า “ความสำเร็จไม่มีความหมาย”

แต่กำลังเตือนว่า “อย่าเข้าใจผิดว่าความสำเร็จภายนอกคือความสมบูรณ์ของชีวิต”

12 : ชีวิตไม่ได้วัดกันที่เรา “มีเท่าไร” แต่อยู่ที่เรา “วางได้แค่ไหน”

ในสังคมที่ทุกคนถูกกระตุ้นให้ “เอาให้มากขึ้น” อยู่ตลอดเวลา

ทำงานให้มากขึ้น

หาเงินให้มากขึ้น

ซื้อให้มากขึ้น

มีบ้านใหญ่ขึ้น

มีรถแพงขึ้น

มีตำแหน่งสูงขึ้น

มีผู้ติดตามมากขึ้น

มีชื่อเสียงมากขึ้น

คำถามง่าย ๆ จากพระพุทธศาสนากลับฟังดูสวนทางกับโลก

“แล้วเมื่อไรจึงจะพอ?”❓❓

คำถามนี้ไม่มีใครตอบแทนเราได้

เพราะ “พอ” ของแต่ละคนไม่เท่ากัน

แต่ถ้าไม่เคยถามตัวเองเลย เราอาจใช้เวลาทั้งชีวิตวิ่งตามเส้นชัยที่ขยับหนีเราไปเรื่อย ๆ

13 : สิ่งที่พระมหากีรติเลือก อาจไม่ใช่คำตอบของทุกคน

เรื่องราวนี้ไม่ควรถูกนำไปตีความว่า ทุกคนที่ประสบความสำเร็จควรออกจากงานไปบวช

เพราะ #พระพุทธศาสนา เองก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนต้องใช้ชีวิตแบบเดียวกัน

คนเป็นแพทย์สามารถทำประโยชน์ให้สังคมได้

ครูสามารถสร้างคน

วิศวกรสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์

เกษตรกรสร้างอาหาร

พ่อแม่เลี้ยงดูลูก

คนทำงานสุจริตสร้างคุณค่าในสังคม

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ “เราประกอบอาชีพอะไร”

แต่อาจเป็น

“เราประกอบอาชีพนั้นด้วยใจแบบไหน?”

หาเงินโดยไม่เบียดเบียนใคร

ประสบความสำเร็จโดยไม่เหยียบคนอื่น

มีทรัพย์แต่ไม่ตกเป็นทาสของทรัพย์

มีอำนาจแต่ไม่หลงอำนาจ

มีชื่อเสียงแต่ไม่หลงชื่อเสียง

และเมื่อถึงวันที่ต้องสูญเสีย ก็ยังสามารถยอมรับความจริงได้

14 : บทเรียนสำหรับคนวัยทำงาน — อย่ารอให้หมดแรงจึงถามหาความหมาย

เรื่องหนึ่งที่น่าคิดมากจากเส้นทางชีวิตของพระมหากีรติคือ...

ท่าน

❌ไม่ได้รอจนเกษียณจึงเริ่มถามคำถามเรื่องชีวิต

❌ไม่ได้รอจนหมดเงิน

❌ไม่ได้รอจนป่วยหนัก

❌ไม่ได้รอจนสูญเสียทุกอย่าง

แต่เริ่มเปลี่ยนเส้นทางในช่วงวัยที่ยังมีโอกาสเลือก

นี่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับคนทั่วไป

เราไม่จำเป็นต้องรอให้ชีวิตเกิดวิกฤตเสียก่อนจึงจะหันกลับมาดูตัวเอง

📌วันนี้ยังแข็งแรง

📌วันนี้ยังมีเวลา

📌วันนี้ยังมีคนที่เรารัก

📌วันนี้ยงมีโอกาสทำความดี

📌วันนี้ยังมีโอกาสขอโทษ

📌วันนี้ยังมีโอกาสให้อภัย

📌วันนี้ยังมีโอกาสลดความโลภ

📌วันนี้ยังมีโอกาสเริ่มต้นใหม่

เพราะชีวิตไม่ได้รับประกันว่า “พรุ่งนี้” จะมาถึงเสมอ

15 : บทเรียนเรื่อง “ความตาย” ที่ไม่ควรพูดถึงเฉพาะตอนใกล้ตาย

#พระพุทธศาสนาไม่ได้พูดเรื่องความตายเพื่อทำให้คนหวาดกลัว

แต่พูดเพื่อให้คน 📌#ตื่นจากความประมาท

เมื่อรู้ว่าชีวิตมีเวลาจำกัด เราจะเริ่มถามว่า

⁉️อะไรสำคัญจริง?

⁉️อะไรไม่สำคัญ?

⁉️เรื่องไหนควรปล่อย?

⁉️ใครควรให้อภัย?

⁉️อะไรควรทำก่อน?

⁉️อะไรที่เรากำลังเสียเวลาไปกับมัน?

⁉️เงินจำนวนหนึ่งอาจหาใหม่ได้

⁉️บ้านหลังหนึ่งอาจสร้างใหม่ได้

⁉️รถคันหนึ่งอาจซื้อใหม่ได้

⁉️ตำแหน่งหนึ่งอาจมีคนอื่นมาทดแทนได้

แต่เวลาในหนึ่งวัน เมื่อผ่านไปแล้ว...ซื้อคืนไม่ได้

16 : จากแพทย์ผู้รักษาคนไข้ สู่พระผู้เตือนให้คนรักษาใจ

เส้นทางของพระมหากีรติ ธีรปัญโญ จึงอาจอ่านได้หลายมิติ

มิติหนึ่งคือเรื่องของแพทย์ผู้มีความสามารถ

อีกมิติคือเรื่องของนักวิชาการที่เปลี่ยนสนามการเรียนรู้

อีกมิติคือเรื่องของพระป่าที่อุทิศชีวิตให้การปฏิบัติธรรม

และอีกมิติหนึ่งคือเรื่องของมนุษย์คนหนึ่งที่ถามตัวเองว่า

“ความสำเร็จสูงสุดของชีวิตคืออะไร?”

คำตอบของท่านอาจไม่ใช่คำตอบที่ทุกคนต้องเลือกเหมือนกัน

แต่คำถามนั้นเป็นคำถามที่ทุกคนควรถามตัวเองสักครั้ง

เพราะ............
บางคนมีเงินมาก แต่ไม่มีเวลา

บางคนมีเวลา แต่ไม่มีสุขภาพ

บางคนมีชื่อเสียง แต่ไม่มีความสงบ

บางคนมีทุกอย่าง แต่กลับรู้สึกว่างเปล่า

และบางคนอาจมีทรัพย์สินไม่มาก แต่มีความสงบในใจ

17 : “ความพอ” ไม่ใช่การมีน้อย แต่คือการไม่ถูกความอยากลากไป

นี่อาจเป็นบทสรุปที่สำคัญที่สุด

ความพอไม่ได้แปลว่าเราต้องจน

ความพอไม่ได้แปลว่าเราไม่ต้องพัฒนา

ความพอไม่ได้แปลว่าเราห้ามมีความฝัน

แต่หมายถึง

เรารู้ว่าเมื่อไรควรหยุด

รู้ว่าอะไรจำเป็น

รู้ว่าอะไรเกินจำเป็น

รู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์

รู้ว่าอะไรเป็นเพียงความอยาก

และที่สำคัญที่สุด

รู้ว่าอะไรควรถือ และอะไรควรวาง

 สอนใจจากชีวิตพระมหากีรติ

“ความสำเร็จ ไม่ได้แปลว่าถึงที่สุด”

“มีมาก ไม่ได้แปลว่าพอ”

“ความอยากไม่มีวันเต็ม หากใจไม่รู้จักพอ”

“เงินซื้อความสะดวกได้ แต่ซื้อความพ้นทุกข์ไม่ได้”

“รักษาร่างกายสำคัญ แต่รักษาใจก็สำคัญไม่แพ้กัน”

“อย่ารอให้ชีวิตพัง จึงค่อยถามว่าชีวิตมีความหมายอะไร”

“มีทรัพย์ได้ แต่อย่าให้ทรัพย์เป็นนายของชีวิต”

“มีความฝันได้ แต่อย่าตกเป็นทาสของความฝัน”

“คนเราไม่ได้ทุกข์เพราะมีน้อยเสมอไป แต่อาจทุกข์เพราะอยากมากกว่าสิ่งที่มี”

และท้ายที่สุด

“ต่อให้เนรมิตโลกทั้งใบให้เป็นทองคำ ก็ไม่สามารถถมความอยากของคนให้เต็มได้”

นี่ไม่ใช่คำชวนให้ทุกคนทิ้งโลก

แต่เป็นคำเตือนว่า ต่อให้เราได้โลกทั้งใบมาไว้ในมือ หากยังเอาชนะความอยากในใจไม่ได้ โลกทั้งใบก็อาจยังไม่เพียงพอ

พระมหากีรติเลือกเส้นทางของท่านแล้ว

ส่วนคนที่ยังอยู่ในโลกฆราวาสอย่างเรา อาจไม่จำเป็นต้องเดินตามรอยเดียวกัน

เพียงแค่ลองหยุดสักครู่ แล้วถามตัวเองว่า

“สิ่งที่เรากำลังวิ่งตามอยู่ทุกวันนี้ เมื่อได้มาแล้ว…เราจะพอจริงหรือ?”

เพราะบางที ความสุขไม่ได้อยู่ที่การได้เพิ่มอีกหนึ่งอย่าง แต่อาจอยู่ที่การรู้ว่า สิ่งที่มีอยู่ในวันนี้ เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย


วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569

ทฤษฎีความน่าจะเป็นหรืออำนาจบางอย่างที่วิทยาศาสตร์ยังเข้าไม่ถึง

 


กระสุนปริศนาเจาะเข้ากลางหน้าอกของเด็กชายวัย 9 ขวบ ทว่าเขากลับเดินออกจากโรงพยาบาลได้เองภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง

ท่ามกลางเสียงพลุฉลองคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในเมืองลัส ตาลิทัส ประเทศอาร์เจนตินา เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2020 ครอบครัวของหนูน้อย 'ติเซียโน' กำลังรวมตัวกันอย่างมีความสุขที่หน้าบ้าน แต่แล้วความรื่นเริงกลับถูกขัดจังหวะด้วยความรู้สึกเจ็บแปลบที่
รุนแรงบริเวณทรวงอก ติเซียโนทรุดตัวลงท่ามกลางความตกใจของญาติพี่น้องที่พบว่ามีรูกระสุนปรากฏอยู่บนเสื้อของเขา
เมื่อเจ้าหน้าที่เร่งนำตัวเขาส่งโรงพยาบาลเด็กเบบี้ เจซัส แพทย์กลับต้องประหลาดใจกับสิ่งที่พบ ผลการตรวจร่างกายยืนยันว่ากระสุนที่ควรจะปลิดชีวิตเด็กชายกลับสร้างเพียงบาดแผลตื้นๆ ที่ผิวหนังเท่านั้น ไม่มีอวัยวะภายในส่วนใดได้รับความเสียหาย แม้หัวกระสุนจะพุ่งเข้าหาตำแหน่งหัวใจโดยตรง
คำตอบของเรื่องเหลือเชื่อนี้ปรากฏขึ้นเมื่อครอบครัวตรวจสอบสิ่งที่ติเซียโนสวมใส่ในคืนนั้น บนคอของเขามีสร้อยคอพร้อมจี้ไม้กางเขนโลหะขนาดเล็กซึ่งเป็นของขวัญจากผู้เป็นพ่อ สภาพของมันมีรูกลวงโบ๋อยู่ตรงใจกลางพอดี แรงปะทะจากกระสุนถูกดูดซับด้วยแผ่นโลหะขนาดไม่กี่เซนติเมตร ส่งผลให้วิถีกระสุนหยุดชะงักลงก่อนที่จะเจาะทะลุเข้าสู่ช่องอก
ภาพถ่ายของจี้ไม้กางเขนที่มีรูพรุนถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกโดยนักข่าวท้องถิ่น โฮเซ โรเมโร ซิลวา ท่ามกลางการวิเคราะห์ทางฟิสิกส์ถึงแรงส่งของกระสุนวิถีโค้งที่อาจลดลงตามระยะทาง แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่มีคำอธิบายใดจะชัดเจนไปกว่าความบังเอิญที่แม่นยำจนน่าขนลุก
อะไรคือโอกาสที่กระสุนสุ่มวิถีจะพุ่งตรงเข้าหาวัตถุโลหะขนาดจิ๋วบนหน้าอกเด็กคนหนึ่งในวินาทีนั้นพอดี ทฤษฎีความน่าจะเป็นหรืออำนาจบางอย่างที่วิทยาศาสตร์ยังเข้าไม่ถึง คุณคิดว่าเรื่องนี้คือโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ หรือเป็นเพียงความบังเอิญที่เหลือเชื่อที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อาชญากรรม

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568

My Inspiration Quotes


"This is the beginning of a new day. You have been given this day to use as you will. You can waste it or use it for good. What you do today is important because you are exchanging a day of your life for it. When tomorrow comes, this day will be gone forever; in its place is something that you have left behind...let it be something good."
นี่คือจุดเริ่มต้นของวันใหม่ คุณได้รับวันนี้ไว้ใช้ตามใจชอบ คุณจะปล่อยให้มันสูญเปล่าหรือใช้มันให้เกิดประโยชน์ก็ได้ สิ่งที่คุณทำในวันนี้สำคัญ เพราะคุณกำลังแลกชีวิตหนึ่งวันกับมัน เมื่อวันพรุ่งนี้มาถึง วันนี้ก็จะผ่านไปตลอดกาล แทนที่ด้วยสิ่งที่คุณทิ้งไว้เบื้องหลัง...จงให้มันเป็นสิ่งที่ดี

Author Unknown 



Here is a test to find out whether your mission in life is complete.
If you're alive, it isn't.
นี่คือแบบทดสอบเพื่อดูว่าภารกิจในชีวิตของคุณสำเร็จแล้วหรือยัง
ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ แสดงว่ายังไม่สำเร็จ
Richard Bach


"I will not die an unlived life. I will not live in fear of falling or
catching fire. I choose to inhabit my days, to allow my living to open me, to make me less afraid, more accessible, to loosen my heart until it becomes a wing, a torch, a promise. I choose to risk my significance; to live so that which comes to me as seed goes to the next as blossom and that which comes to me as blossom, goes on as fruit."
"ข้าจะไม่ตายอย่างไร้ชีวิตชีวา ข้าจะไม่อยู่ด้วยความกลัวว่าจะร่วงหล่นหรือถูกไฟไหม้ ข้าเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อให้ชีวิตได้เปิดกว้าง คลายความกลัวลง เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ปลดปล่อยหัวใจข้า จนกระทั่งมันกลายเป็นปีก คบเพลิง และคำสัญญา ข้าเลือกที่จะเสี่ยงกับความสำคัญของตัวเอง เพื่อมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งที่งอกงามดั่งเมล็ดพันธุ์ ไปสู่ดอกถัดไป และสิ่งที่งอกงามดั่งดอกไม้ เติบโตต่อไปดุจผล"
Dawna Markova

When you were born, you cried and the world rejoiced.
Live your life so that when you die,
the world cries and you rejoice.
เมื่อคุณเกิดมา คุณร้องไห้ และโลกก็ชื่นชมยินดี
จงใช้ชีวิตเพื่อที่เมื่อคุณตาย
โลกจะร้องไห้ และคุณก็จะชื่นชมยินดี

Cherokee Expression


Don't wish me happiness
I don't expect to be happy all the time...
It's gotten beyond that somehow.
Wish me courage and strength and a sense of humor.
I will need them all.
อย่าอวยพรให้ฉันมีความสุขเลย
ฉันไม่ได้คาดหวังว่าจะมีความสุขตลอดเวลา...
มันเลยเถิดไปแล้ว
ขอให้ฉันมีความกล้า ความแข็งแกร่ง และอารมณ์ขัน
ฉันต้องการมันทั้งหมดเลย

Anne Morrow Lindbergh

วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568

You Must Visit 3 Places

🌺🌷💞YOᑌ ᗰᑌᔕT ᐯIᔕIT 3 ᑭᒪᗩᑕEᔕ💞💝🌹
You must visit three places to truly understand life. The hospital, the prison, and the graveyard. 


คุณต้องไปเยี่ยมชม3สถานที่ #เพื่อทำความเข้าใจชีวิตอย่างแท้จริง นั่นคือ โรงพยาบาล เรือนจำ และสุสาน

At the hospital, you will understand that nothing is more beautiful than health.

In prison, you'll see that freedom is the most precious thing in life. 

And at the graveyard, you will realize that life is worth nothing. The ground we walk on today will be our roof tomorrow.
So whenever you visit these three places, pay very close attention to the lessons they teach you.

ที่โรงพยาบาล คุณจะเข้าใจว่าไม่มีสิ่งใดสวยงามไปกว่าสุขภาพ

ในเรือนจำ คุณจะเห็นว่าอิสรภาพเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต

และที่สุสาน คุณจะตระหนักว่าชีวิตไม่มีค่าอะไรเลย พื้นดินที่เราเดินในวันนี้จะกลายเป็นหลังคาของเราในวันพรุ่งนี้

ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่คุณไปเยี่ยมชมสถานที่ทั้งสามแห่งนี้ จงใส่ใจกับบทเรียนที่พวกเขาสอนคุณให้มาก


****************



At the hospital, you will understand that nothing is more beautiful than health.

ที่โรงพยาบาล คุณจะเข้าใจว่าไม่มีสิ่งใดสวยงามไปกว่าสุขภาพ


In prison, you'll see that freedom is the most precious thing in life. 

ในเรือนจำ คุณจะเห็นว่าอิสรภาพเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต



And at the graveyard, you will realize that life is worth nothing. The ground we walk on today will be our roof tomorrow.

และที่สุสาน คุณจะตระหนักว่าชีวิตไม่มีค่าอะไรเลย พื้นดินที่เราเดินในวันนี้จะกลายเป็นหลังคาของเราในวันพรุ่งนี้



So whenever you visit these three places, pay very close attention to the lessons they teach you.

ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่คุณไปเยี่ยมชมสถานที่ทั้งสามแห่งนี้ จงใส่ใจกับบทเรียนที่พวกเขาสอนคุณให้มาก


วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

 

สำหรับในหัวข้อนี้ เราจะพยายามหาคำถามที่หลายคนสงสัยและนำมาให้ความกระจ่างแก่ท่าน หากท่านใดมีคำถามเพิ่มเติมหรือคำตอบที่ได้รับนั้นยังไม่กระจ่างพอ สามารถติดต่อได้ที่นี่

คำถาม - คำตอบ

สำหรับในหัวข้อนี้ เราจะพยายามหาคำถามที่หลายคนสงสัยและนำมาให้ความกระจ่างแก่ท่าน หากท่านใดมีคำถามเพิ่มเติมหรือคำตอบที่ได้รับนั้นยังไม่กระจ่างพอ สามารถติดต่อได้ที่maywarina@gmail.com

1. ทำไมพวกคริสเตียนถึงได้พยายามชักจูงคนให้มาเชื่อศาสนาของเขา  ทำแล้วได้อะไรตอบแทนหรือ?
2. ทำไมพระเจ้าไม่ใช้ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ในการทำให้คนเป็นคริสเตียนละ  จะได้ไม่ต้องเสียเวลาประกาศ?
3. ทำไมพระเจ้าที่แสนดีและเปี่ยมด้วยความรักจึงอนุญาตให้มีความชั่วร้ายเกิดขึ้น?
4. ทำไมคริสเตียนจึงบอกว่าพระเยซูเป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะไปสวรรค์ได้?
5. แล้วคนที่ไม่เคยได้ยินเรื่องพระเจ้าของคริสเตียนจะทำอย่างไร  ยุติธรรมแล้วหรือที่เขาต้องตกนรกเพียงเพราะไม่เคยได้ยิน?
6. เป็นไปได้อย่างไรที่พระเจ้าแห่งความรักส่งคนไปลงนรก?
7. เหตุผลที่ฉันไม่ยอมไปโบสถ์  เพราะว่าที่นั่นมีแต่พวกมือถือสาก  ปากถือศีล  ไม่ต่างจากคนอื่นๆเลย?
8. ถ้าเรากินมะม่วงเปรี้ยว เราก็รู้ได้เลยว่ามาจากมะม่วงพันธุ์ไม่ดี  แล้วการที่มนุษย์ชั่วแสดงว่าพระเจ้าซึ่งเป็นผู้สร้างมนุษย์ก็ต้องไม่ดีด้วยใช่ไหม?
9. พระคัมภีร์น่าเชื่อถือแค่ไหน?
10. คำพูดของพระเยซูที่อ้างตัวว่าเป็นพระเจ้านั้นเชื่อถือได้แค่ไหน?
11. ทำไมชีวิตของพระเยซูเพียงชีวิตเดียวถึงสามารถลบล้างบาปคนทั้งโลกได้?

วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2568

Faith 🙏🏾ขอขอบคุณ ศจ.สิทธิชัย ว่องวีระยุทธ์ ผู้นำองค์กร CVC/ผู้นำภาคพันธกิจที่ 5

 @Ps.Sitthichai @เฟธ | เฟท | Faith 🙏🏾ขอขอบคุณ ศจ.สิทธิชัย ว่องวีระยุทธ์ ผู้นำองค์กร CVC/ผู้นำภาคพันธกิจที่ 5 ที่นำโปรแกรมอธิษฐานเช้านี้และแบ่งปันพระคำยามเช้าที่หนุนใจอย่างมากค่ะ ขอบคุณ อ.เฟธ พาเราพบพระเจ้าผ่านการนมัสการเช่นกันค่ะ 

👨‍🏫หัวข้อแบ่งปัน”ดำเนินชีวิตและรับใช้ด้วยความเชื่อ “ (2คร.5:6-10)

..เราไม่ได้ดำเนินชีวิตตามตามองเห็นแต่ด้วยความเชื่อ เพราะวันหนึ่งเราต้องปรากฏต่อหน้าบัลลังก์พระเจ้าเพื่อรายงานไม่ว่าจะดีหรือชั่ว

✅️1.ดำเนินชีวิตด้วยความรู้ในพระวจนะ

..แสวงหา อ่าน รับการเปิดเผยผ่านพระวิญญาณฯ 

✅️2.ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ

..แม้เรามองไม่เห็นพระเจ้า แต่พระองค์ทรงอยู่กับเราเสมอ และเราต้องเชื่อด้วยว่าทรงอยู่กับเรา

✅️3.ดำเนินชีวิตด้วยใจปรารถนา(มีเป้าหมาย)

..ว่าเราอยู่เพื่ออะไร อยู่อย่างมีเป้าหมาย มีผลต่ออาณาจักรพระเจ้า ต่อความรอด

เราเป็นเครื่องมือของพระเจ้าใช้ เชื่อว่าเกิดผลผ่านมือเรา  อยู่อย่างมีคุณค่า 

..มีเป้าหมาย 1 คนนำ 1 คนมาเชื่อพระเจ้าในหนึ่งปี ,เป้าหมายทำให้พระเจ้ารับเกียรติ

..อยู่อย่างรับผิดชอบ วันหนึ่งอยู่ต่อหน้าบัลลังก์เพื่อรายงานและ รับบำเหน็จ รับสง่าราศี 

..ความเชื่อ ..เป็นกุญแจทะลุทะลวงในทุกความจำกัด ถ้าเราเชื่อจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า (พระเยซูพูดกับมารีย์ มารธา ที่น้องชายลาซารัสตายไป 4 วัน ฟื้นขึ้นมาได้) 

..เมื่อมีความเชื่อทุกอย่างเป็นไปได้ ต้องผูกติดกับเรม่า น้ำพระทัยพระเจ้า อยู่บนพระวจนะ พระเจ้าจะทรงทำได้หมดทุกอย่างและอยู่ในแผนการพระองค์

..ใช้ความเชื่อในทางถูกต้องบนการทรงเรียกพระเจ้า เราจะเห็นแผนการยิ่งใหญ่สำเร็จผ่านเรา “คนที่มีความเชื่อรับโอกาสสิทธิพิเศษ”เหนือความจำกัดที่เรามี 

..ความจำกัดไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ แต่”ใจ”เราที่จำกัดมากกว่า เราแสดงความเชื่อในการอธิษฐาน ถวาย รับใช้ในมิติต่างๆ 

เมื่อเราเคลื่อนด้วยความเชื่อจะเห็นความยิ่งใหญ่ ก้าวย่างความเชื่อจะสิ่งนั้นสำเร็จ

..เราเริ่มต้น”ด้วยความเชื่อทั้งที่ยังไม่เห็นพระเจ้าจากการคนที่ประกาศ” เราก็เชื่อ เพราะเป็นพระวจนะแห่งความจริง

..เราต้องดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ รักษาความเชื่อตลอดเวลา เพราะจะสูญเสียความรอดได้ถ้าเราไม่รักษา 

..บางครั้งต้องถูกทดสอบเหมือนทองคำ แต่ต้องยืนหยัด”ความเชื่อเราเป็นทองคำไม่ใช่ขี้แร่” 

..ความเชื่อที่มั่นคงต้องอยู่บนพระวจนะและรับการปกป้องด้วยวิญญาณการเชื่อฟังและปกคลุมด้วยคริสตจักร

❗️ต้องมีความเชื่อ  2 อย่าง(ฮบ.11:6)

👉1.เชื่อว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่

👉2.เชื่อว่าพระองค์ทรงสัตย์ซื่อ

..เราจึงติดตามพระองค์ ปรึกษาหารือได้เสมอ มั่นใจว่าทุกพระสัญญาเป็นจริง เพิ่มเติมสิ่งต่างๆให้เรา ทรงอยู่กับเราทุกปัญหา ทุกคำอธิษฐานพระเจ้าจะตอบ หากขอด้วยแรงจูงใจถูกต้องและอยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้า

👨‍🏫”ดำเนินชีวิตและรับใช้ด้วยความเชื่อ “ 3 ประการ

✝️1.เชื่อพระเจ้ายิ่งใหญ่ไม่มีขีดจำกัดใดๆ

..ทุกอย่างเป็นไปได้สำหรับพระเจ้า พระเจ้าทำให้คนสาว คนหมั้นมีลูกได้ ฝ่ายมนุษย์เหลือกำลังที่จะทำได้แต่พระเจ้าทำได้ทุกสิ่ง เราจะเดินในฤทธิ์เดชมากขึ้น 

..การไม่เชื่อพระเจ้าเหมือนดูถูกพระเจ้า ต้องเชื่อว่าทรงทำได้ทุกอย่าง จะทรงช่วยให้ทุกคน ทุกคริสตจักรรับใช้สำเร็จ 

✝️2.เชื่อในการจัดเตรียมของพระเจ้า

..จัดเตรียมแกะในถวายบูชากับอับราฮัม,จัดเตรียมลูกสันติสุข ,สำรับต่อหน้าศัตรู,เลี้ยงดู,น้ำมันแห่งการเจิม 

ดาวิดเชื่อในการจัดเตรียมของพระเจ้าใน..สดด.23 

..แม้พ่อแม่ยากจนยังจัดเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก แล้วพระเจ้าของเราไม่ได้ยากจนจะไม่จัดเตรียมยิ่งกว่านั้นและดีที่สุดไม่มีที่สิ้นสุด เพียงรอ”ปากเราที่จะขอ “

..อย่าเป็นคนใบ้ เงียบฝ่ายวิญญาณ เพื่อเราจะมีความสุข รักพระเจ้ามากขึ้น มธ.7:7-8 จงขอแล้วจะได้ ถ้าไม่ขอก็ไม่ได้อะไรเลย 

..อธิษฐานให้พระวิญญาณฯ เปิดเผยกับเรา เพราะบางครั้งเราต้องการเรม่า เช่น คู่ครอง รถ บ้าน ลูกสันติสุข คนที่จะรับเชื่อในที่ต่างๆ อย่าให้เราเสียเปล่าในแต่ละวัน 

✝️3.เชื่อว่าให้เราทำได้ในสิ่งที่พระองค์ให้ทำ

..มีพระคุณอย่างที่พระเจ้าให้เราเป็น เรามี เมื่อเรียกเราทำจะให้ฤทธิ์เดชกับเรา เชื่อว่า”เราทำได้ “ 

ยน.14:12 '“เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า คนที่วางใจในเราจะทำกิจการที่เราทำนั้นด้วย และเขาจะทำกิจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก เพราะว่าเราจะไปหาพระบิดาของเรา '

..เราจะทำยิ่งใหญ่กว่ายุคเก่า ในทุกพื้นที่ผ่านทุกคนโดยพระวิญญาณฯ นำ

..✅️วันนี้ เชื่อมากขึ้น มีคนไหลมาอย่างมากมาย เราจะมีต้นทุนคนมาเชื่อตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในคริสตมาส เป็นเป็นต้นทุกรับใช้ ในปี 2025 อาเมน 

🙏🏾ขอพระเจ้าอวยพรและเสริมกำลัง ผู้นำและพี่น้องที่รักที่เข้าร่วมอธิษฐานเช้านี้ด้วยกันค่ะ 😊