VIDEO
“โลกทั้งใบเป็นทอง ก็ถมความอยากไม่เต็ม”
บทเรียนชีวิตจากหมอผู้เคยมีทุกอย่าง ก่อนเลือกวางทุกอย่างเพื่อค้นหาคำว่า “พอ”
จาก “หมอเกียรตินิยมอันดับ 1” สู่ “พระมหากีรติ”
เมื่อคนที่เคยมีเกือบทุกอย่าง เลือกถามตัวเองว่า… #ชีวิตต้องการอะไรกันแน่
“ต่อให้เนรมิตโลกทั้งใบให้เป็นทองคำ ก็ไม่สามารถถมความอยากของคนให้เต็มได้”
ประโยคสั้น ๆ นี้ ฟังดูเหมือน #คำสอนธรรมดา หากออกจากปากคนที่ไม่เคยมีทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือความสำเร็จทางโลกมากนัก แต่เมื่อประโยคเดียวกันถูกอธิบาย โดยผู้ที่เคยเดินมาถึงจุดสูงของ #เส้นทางวิชาชีพแพทย์ ผ่านการเรียนแพทย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย #จบเกียรตินิยมอันดับ1 และไปต่อยอดด้านกุมารเวชศาสตร์และต่อมไร้ท่อเด็กในสหรัฐอเมริกา ความหมายของคำว่า “ความพอ” กลับชวนให้หยุดคิดมากขึ้น
บุคคลที่ถูกพูดถึงคือ #พระมหากีรติ ธีรปัญโญ หรือ “#พระอาจารย์ต้น” อดีตนายแพทย์กีรติ ศรีวัฒนา ปัจจุบันเป็น #พระในสายวัดป่า และมีข้อมูลเผยแพร่ว่าท่านจำพรรษาและทำงานด้านธรรมะที่ #วัดป่าสว่างบุญ หรือ #วัดป่าบุญล้อม อำเภอสว่างวีระวงศ์ #จังหวัดอุบลราชธานี
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคำว่า “หมอเก่งที่หันมาบวช” คือ เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนเส้นทางชีวิต
เพราะเรื่องราวของท่านไม่ได้เริ่มต้นจากการล้มเหลว
ไม่ได้เริ่มจากธุรกิจพัง
ไม่ได้เริ่มจากความผิดหวังในชีวิต
แต่เริ่มต้นจากการได้พบพระธรรมระหว่างอยู่ต่างประเทศ และจาก “รถคันหนึ่ง” ที่ท่านเคยช่วยขับถวายพระอาจารย์ชยสาโร
และนั่นอาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดว่า บางครั้งจุดเปลี่ยนชีวิตไม่ได้มาในวันที่ชีวิตพัง แต่อาจมาในวันที่ชีวิตกำลังไปได้ดี เพียงแต่เราเริ่มมองเห็นว่า สิ่งที่กำลังไล่ตามอยู่นั้นอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิต
1 : เด็กคนหนึ่งที่เดินมาถึงยอดของความสำเร็จ
พระมหากีรติ ธีรปัญโญ มีชื่อเดิมว่า "นพ.กีรติ ศรีวัฒนา" เกิด พ.ศ. 2510 ที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี
เส้นทางการศึกษาของท่านโดดเด่นตั้งแต่เด็ก ผ่านโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก่อนเข้าสู่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ข้อมูลประวัติที่เผยแพร่โดยแหล่งข้อมูลด้านพระพุทธศาสนาระบุว่า ท่านสำเร็จแพทยศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 ในปี 2533
จากนั้นยังเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อศึกษาต่อ
ได้รับ American Board of Pediatrics จาก Children’s Hospital of Michigan ในปี 2537 พร้อมผลงานวิจัยเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองเด็กที่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว
ต่อมายังศึกษาต่อด้าน Pediatric Endocrinology ที่ Children’s Hospital Medical Center เมือง Cincinnati รัฐ Ohio และสำเร็จในปี 2540 โดยศึกษาประเด็นเกี่ยวกับยีนในผู้ป่วย diabetes insipidus และฮอร์โมน vasopressin
พูดง่าย ๆ คือ ท่านไม่ได้เดินออกจากเส้นทางแพทย์เพราะไปไม่ถึง
แต่กลับเดินออกมา หลังจากไปถึงจุดที่คนจำนวนมากอยากไปให้ถึง
“ความสำเร็จไม่เท่ากับความสุข”
2 : จาก “หมอ” สู่การพบคำถามที่ใหญ่กว่าวิชาชีพ
หลังกลับประเทศไทย ท่านทำงานด้านการแพทย์และเกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนที่เส้นทางชีวิตจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่ท่านอยู่สหรัฐอเมริกา
มีข้อมูลจากประวัติที่เผยแพร่โดย #มูลนิธิกัลยาณธรรม และสื่อด้านธรรมะว่า ท่านมีโอกาสพบ #พระอาจารย์ชยสาโร ซึ่งขณะนั้นนำการปฏิบัติธรรมให้กลุ่มนักเรียนไทยในสหรัฐฯ และท่านได้รับการขอให้ช่วยขับรถถวายพระอาจารย์
จากหน้าที่เล็ก ๆ อย่าง “คนขับรถ”
กลับกลายเป็นประตูสู่ประสบการณ์ที่เปลี่ยนมุมมองชีวิต
นี่คือจุดที่น่าสนใจมาก
เพราะเราอาจคิดว่า การเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ต้องเกิดจากเหตุการณ์ใหญ่
แต่บางครั้งมันอาจเกิดจากการนั่งอยู่ในรถ ฟังคำพูดของใครบางคน แล้วกลับมาถามตัวเองว่า
“ชีวิตที่กำลังสร้างอยู่นี้ เรากำลังสร้างไปเพื่ออะไร?”
3 : ไม่ได้หนีความล้มเหลว แต่กำลังค้นหาความหมาย
มีข้อมูลบางกระแสในโลกออนไลน์ระบุว่าท่านอุปสมบทในปี 2548 แต่ประวัติจากแหล่งข้อมูลด้านพระพุทธศาสนาหลายแห่งระบุชัดเจนว่า ท่านอุปสมบทในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2541 ที่ #วัดหนองป่าพง โดยมี #พระราชภาวนาวิกรม หรือ #หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธมฺโม เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอาจารย์ชยสาโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ท่านเลือกเข้าสู่ชีวิตสมณะตั้งแต่ ปี 2541
และนับถึงปัจจุบันก็ผ่านเส้นทางในสมณเพศมายาวนานกว่าสองทศวรรษ
หลังจากนั้นท่านฝึกอบรมที่วัดป่านานาชาติประมาณ 5 ปี และมีประสบการณ์ทำหน้าที่พระธรรมทูตในสหรัฐอเมริกาและนิวซีแลนด์ รวมทั้งทำงานด้านการศึกษาและแปลพระธรรม
นี่จึงไม่ใช่เรื่องของคนที่ “เบื่ออาชีพหมอแล้วไปบวช”
แต่เป็นเรื่องของคนที่ เปลี่ยนคำถามของชีวิต
จาก ...“ฉันจะไปได้ไกลแค่ไหน?”
เป็น...“สุดท้ายแล้ว ฉันกำลังจะไปที่ไหน?”
4 : “โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา”
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่หลักธรรมเรื่อง ตัณหา
มีการเผยแพร่คำอธิบายของพระมหากีรติว่า หนึ่งในพระสูตรที่ท่านชื่นชอบคือ รัฏฐปาลสูตร ซึ่งกล่าวถึงเหตุผลของการออกบวชและสภาพของโลกที่ “พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา”
เมื่อกลับไปดูพระไตรปิฎก จะพบว่ารัฏฐปาลสูตรมีใจความสำคัญเกี่ยวกับ ความไม่เที่ยงของโลก ความไม่มีสิ่งใดเป็นของเราอย่างแท้จริง และความไม่รู้จักพอของตัณหา
นี่เองคือที่มาของแนวคิดที่ว่า...ต่อให้โลกทั้งใบกลายเป็นทองคำ ก็ยังไม่สามารถตอบสนองความอยากของมนุษย์ได้
เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า ...“เรามีไม่พอ”
แต่บางครั้งปัญหาอยู่ที่ ..“ใจของเราไม่เคยรู้จักคำว่าพอ”
5 : เงินมากขึ้น แต่ความอยากก็เดินตามมา
ลองมองชีวิตคนธรรมดา
เงินเดือน 20,000 บาท อาจคิดว่า “ถ้าได้ 40,000 ชีวิตคงสบาย”
เมื่อได้ 40,000 ก็คิดว่า “ถ้าได้ 60,000 ก็คงดี”
เมื่อได้ 60,000 ก็อาจเริ่มคิดถึงบ้านหลังใหญ่กว่า รถที่ดีกว่า เงินเก็บที่มากกว่า
เมื่อมีบ้านแล้วก็อยากมีอีกหลัง
มีรถแล้วก็อยากได้รถที่ดีกว่า
มีเงินล้านก็อยากมี 10 ล้าน
มี 10 ล้านก็เริ่มคิดถึง 100 ล้าน
และเมื่อมี 100 ล้าน คำถามอาจไม่ใช่ “พอหรือยัง?”
แต่กลายเป็น ...“ทำอย่างไรจึงจะมีมากกว่านี้?”
นี่ไม่ได้หมายความว่า การมีเงินหรือการประสบความสำเร็จเป็นสิ่งผิด
พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้ทุกคนต้องทิ้งงาน ทิ้งครอบครัว หรือทิ้งทรัพย์สิน
แต่กำลังชวนให้ถามว่า
เราเป็นเจ้าของทรัพย์ หรือทรัพย์กำลังเป็นเจ้าของเรา?
นี่คือความแตกต่างระหว่าง “มี” กับ “ถูกความอยากครอบงำ”
6 : หมอรักษาร่างกาย แต่ธรรมะถามถึงความทุกข์ของใจ
ประสบการณ์ในฐานะแพทย์ทำให้เรื่องนี้ยิ่งน่าคิด แพทย์สามารถรักษาโรคจำนวนมากได้
ยาอาจลดความเจ็บปวด การผ่าตัดอาจช่วยยืดชีวิต
เทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
แต่ยังมีคำถามอีกประเภทหนึ่งที่ #วิทยาศาสตร์การแพทย์ไม่สามารถตอบแทนธรรมะ ได้ทั้งหมด
คือ “เมื่อรู้ว่าต้องแก่ ต้องเจ็บ และต้องตาย เราจะอยู่กับความจริงเหล่านี้อย่างไร? ”
เพราะคนเราไม่ได้กลัวเพียงความเจ็บป่วย
เรากลัวการสูญเสีย
กลัวความตาย
กลัวการพลัดพราก
กลัวสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
และบางครั้ง แม้ร่างกายจะได้รับการรักษา แต่ใจก็ยังทุกข์
ตรงนี้เองที่ #พระพุทธศาสนา พยายามชี้กลับมาที่ #ต้นเหตุของความทุกข์ คือ #การทำความเข้าใจ #ความยึดมั่น #ความอยาก และ #การปรุงแต่งของจิต
. “รักษาร่างกายได้ แต่อย่าลืมรักษาใจ”