คลังบทความภาษาไทย

วันศุกร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560

หลักฐานทางการแพทย์ การตายของพระเยซูเป็นเรื่องเสแสร้ง และการเป็นขึ้นจากตายก็เป็นเรื่องหลอกลวงหรือ?

เนื้อหานี้เป็นส่วนหนึ่งขอหนังสือ " คดีพระเยซู (THE CASE FOR THE CHRIST) "
คดีพระเยซู

ลี สตรอเบล เขียน / วัลลภา อรุโรทยานนท์ แปล
328 หน้า / 170 บาท

คำถามที่ยาก และคำถามที่เว้นช่องว่างไว้ให้ตอบ ทำให้หนังสือเล่มนี้โดดเด่น และจับความสนใจเป็นวรรณกรรมที่ดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็วแต่ไม่ใช่นวนิยาย นี่เป็นคำถามตอบย้ำประวัติศาสตร์ของบุคคลที่มีอิทธิพลที่สุด

ลี สตรอเบล สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านกฎหมายจากโรงเรียนกฎหมายเยล  เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศของ ชีคาโก ทรีบูน  จากผู้ที่เคยมีจิตวิญญาณสงสัยสู่การเป็นศิษยาภิบาลผู้สอนของคริสตจักร วิลโว ครีก คอมมิวนิตี้ ใกล้ชีคาโก



หลักฐานทางการแพทย์

การตายของพระเยซูเป็นเรื่องเสแสร้ง และ การเป็นขึ้นจากตายเป็นเรื่องหลอกหลวงหรือ?


       ผมหยุดอ่านป้ายที่แขวนในห้องรอตรวจคนไข้ในคลินิกแพทย์ “ให้เสียงคุยเงียบสงบ เสียงหัวเราะบินหาย นี่เป็นสถานที่ที่คนตายยินดีช่วยคนเป็น”
แน่นอนว่า นี่คงไม่ใช่แพทย์ธรรมดา ผมกำลังไปพบ ดร. โรเบิร์ต เจ. สไตน์ นิติแพทย์ผู้มีชื่อเสียงระดับโลก เขาแต่งกายสีสันสดใส เสียงแหบห้าว เขาป้อนผมด้วยเรื่องราวอันโอชะ นั่นคือ เงือนงำที่เขาได้พบอย่างไม่คาดฝันระหว่างการชันสูตรศพสำหรับเขาแล้ว คนตาย ยังคง เล่าเรื่องอยู่ หรือความจริงก็คือ เรื่องที่สามารถทำให้คนเป็นต้องรับโทษอย่างยุติธรรม

        ช่วงเวลาระหว่างการทำหน้าที่นิติแพทย์ คุ๊กคันทรี อิลลินอยส์ เขาทำการผ่าตัดชันสูตรศพมากกว่า 20,000 ศพ
แต่ละครั้งเขาพยายามค้นหา และทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมของคนตายอย่างละเอียด อย่างพิถีพิถัน ด้วยสายตาแหลมคมถี่ถ้วนความรอบรู้เรื่องกายภาพของมนุษย์และสัณชาตญาณ การสืบสวนอันน่าอัศจรรย์ของเขาทำให้การสืบเสาะร่องรอยทางการแพทย์นี้ สามารถบอกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเหยื่อผู้ตายได้

        บางครั้งผลจากการค้นพบของเขาสามารถช่วยผู้บริสุทธิ์ให้พ้นข้อกล่าวหาได้ แต่โดยมากงานของสไตน์ เป็นดังตะปูตัวสุดท้ายที่ตอกโลงศพของจำเลยอย่างไม่มีทางหลุดได้ ดังเช่น กรณีของจอห์น เวนย์ แกซี่ ที่ได้รับโทษเมื่อสไตน์ได้ช่วยพิสูจน์ว่าเขาได้ฆาตกรรมเหยื่ออย่างโหดเหี้ยมถึง 33 รายด้วยกัน

        หลักฐานทางการแพทย์มีความสำคัญยิ่ง เพราะบอกได้ว่าเด็กคนหนึ่งตายเพราะถูกทำร้ายหรือพลัดตกเองด้วยอุบัติเหตุ หลักฐานด้านการแพทย์บอกได้ชัดว่าผู้ตาย เสียชีวีตด้วยสาเหตุธรรมชาติหรือมีคนลอบตอกโลงศพด้วยสารหนู หลักฐานที่ได้ยังสามารถสนันสนุนหรือลบล้างข้อแก้ตัวของจำเลยเรื่องเวลาที่เหยื่อเสียชีวิต โดยการตรวจสอบจำนวนโปรแตสเซียมในตาของผู้ตาย

        เช่นเดียวกันแม้แต่กรณีที่คนหนึ่งถูกตรึงตายอย่างโหดเหี้ยมบนไม้กางเขนของโรมันเมื่อสองพันปีก่อน หลักฐานทางการแพทย์ให้ข้อสนับสนุนเด็ดขาดที่สามารถลบล้างข้อโต้แย้งตลอดมาของพวกที่อ้างว่าการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซู ซึ่งข้อพิสูจน์ความเป็นพระเจ้าของพระองค์นั้น ไม่ใช่เรื่องอะไรมากไปกว่าเป็นการตบตาหลอกลวงเท่านั้น

เป็นขึ้นจากตาย หรือ เพียงเกือบจะตาย

        ความคิดเรื่องพระเยซูไม่ได้ตายบนไม้กางเขนจริงนั้นพบได้ในโคราน ซึ่งเขียนในศตวรรษที่ 7 ความจริงแล้ว อมาทิยา มุสลิม ยืนยันว่า พระเยซูได้หนีไปอินเดีย ปัจจุบันยังมีแท่นบูชาเป็นเครื่องหมายแสดงที่ฝังศพของพระเยซู  ในศรีนาการ์ แคชเมียร์

        ต้นศตวรรษที่ 19 คาร์ล บาฮท คาร์ล เวนทูรินิ และคนอื่นๆ พยายามอธิบายเรื่องการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูว่า ความจริงแล้ว พระเยซูเพียงแค่สลบไปเพราะความเหนื่อยอ่อนบนไม้กางเขน หรือเพราะพระองค์ได้รับยาที่ทำให้ดูเหมือนว่าตาย แล้วต่อมาก็ฟื้นคืนสติเพราะอากาศเย็นในอุโมงค์ฝังศพ

        พวกนักคิดเหล่านี้หนุนทฤษฎีของพวกเขาโดยชี้ว่า พระเยซูได้รับยาอะไรสักอย่างฟองน้ำที่มีคนส่งให้ระหว่างอยู่บนกางเขน(มาระโก 15:36) และนั่นเป็นเหตุให้ปีลาตต้องประหลาดใจที่พระเยซูสิ้นชีวิตอย่างรวดเร็ว (มาระโก 15:44) พวกเขาบอกว่า ผลก็คือ การปรากฏตัวของพระเยซู  ไม่ใช่การเป็นขึ้นจากความตายอย่างอัศจรรย์อะไร แต่เป็นเพราะโชคดีที่พระเยซูแค่เกือบตายบนกางเขนเท่านั้นเอง และอุโมงค์ฝังศพว่างเปล่าก็เพราะว่าพระองค์ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อมา

         ขณะที่นักวิชาการมาตรฐานทั้งหลายต่างไม่ยอมรับทฤษฎีเรื่องการสลบนี้ แต่เรื่องนี้กลับปรากฏขึ้นในวรรณกรรมยอดนิยมเสมอ ค.ศ. 1929 ดี เฮชลอเรนซ์ ได้ถักทอเรื่องนี้ในหนังสือของเขาโดยบอกว่าพระเยซูได้หนีไปอียิปต์และได้ตกหลุมรักกับเทพธิดาไอซิส
                                                                 
         ปี 1965 หนังสือขายดีที่สุด ของ ฮิวท์สคอนฟิลด์ เรื่อง The Passover piotอ้างว่านอกจากพวกทหารโรมันจะไม่ได้แทงสีข้างพระเยซูเท่านั้น พระองค์จึงหนีจากกางเขนไปได้ แต่กระนั้นสคอนฟิลด์ก็ยอมรับว่า “เราไม่อาจอ้างได้ว่า หนังสือเล่มนี้บอกทุกอย่างตามที่ได้เกิดขึ้นจริงๆ”

         สมมติฐานเรื่องการสลบกลับมาอีกในหนังสือเรื่อง The Jesus Scroll  ของดอนโอวาน จอยซ์ ในปี 1972 ซึ่งผู้เชียวชาญเรื่องการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู แกรี ฮาเบอร์มัส บอกว่าในหนังสือนี้ “มีเรื่องราวไม่น่าเป็นไปได้มากเกินกว่าเรื่องเหลือเชื่อของสคอนฟิลด์อีก” ใน ค.ศ. 1982 หนังสือเรื่อง Holy blood Holy grail เพิ่มปมขมวดโดยบอกว่าปีลาตรับสินบน เพื่อแลกกับการนำตัวพระเยซูลงจากกางเขนก่อนที่พระองค์จะสิ้นชีวิต แต่กระนั้นผู้เขียนก็สารภาพว่า “เราไม่อาจ...และคงไม่สามารถพิสูจน์ว่า ข้อสรุปนี้เป็นความจริง”

         ไม่นานมานี้ปี 1992 นักวิชาการ ซึ่งไม่ค่อยมีใครรู้จักนักจากออสเตรเลีย บาร์บาร่า เธียริ่ง ได้ก่อกระแสทฤษฎีเรื่องการสลบขึ้นอีกในหนังสือ พระเยซูและปริศนาหนังสือม้วนแห่งทะเลตาย ซึ่งสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของอเมริกาได้โหมประชาสัมพันธ์อย่างหนัก แต่ก็ถูกตอกกลับโดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Emory ลุคทิโมธี จอห์นสันว่า “เป็นเรื่องเหลวไหล ไร้สาระอย่างสิ้นเชิง นี้เป็นผลผลิตจากความฝันเพ้อเจ้อมากกว่าวิเคราะห์ทางวิชาการอย่างรอบคอบ”

          เหมือนกับเรื่องลึกลับในสังคมเมือง ทฤษฏีเรื่องการสลบนี้ยังดำรงอยู่ต่อมา ผมได้ยินเรื่องนี้ทุกคราวเมื่องสนทนาเรื่องการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูกับคนที่กำลังแสวงหาฝ่ายวิญญาณ แต่หลักฐานทีได้นั้นบอกอะไรแก่เรา? มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในการถูกตรึงกางเขน? อะไรเป็นสาเหตุการตายของพระเยซู? มีความเป็นไปได้ที่พระองค์สามารถทนทุกข์ทรมานสาหัสนี้ได้หรือ? เหล่านี้คือ คำถามที่ผมหวังว่าหลักฐานทางการแพทย์จะช่วยสรุปได้
         ดังนั้นผมจึงบินไปแคลิฟอร์เนียร์ใต้ เคาะประตูบ้านแพทย์ผู้มีชื่อเสียง ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ โบราณคดี และข้อมูลทางกาแรพทย์เกี่ยวกับการตายของพระเยซูแห่งนาซาเร็ธ และเพราะความลึกลับเรื่องศพที่หายไป จึงไม่เคยมีการผ่าชันสูตรศพในกรณีนี้เลย

การสัมภาษณ์ 10:  อเล็กซานเดอตร์เมธอเรลล์M.D., PH.D.
         บรรยากาศนุ่มนวลรอบข้างตรงข้ามกับเรื่องที่เรากำลังคุยกันอย่างสุดขั้วเรานั่งอยู่ในห้องรับแขกแสนสบายในบ้านของเมธอเรลล์ เย็นวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ลมทะเลอุ่นบางเบาพัดผ่านหน้าต่าง ขณะเราคุยกันถึงเรื่องโหดเหี้ยมเกินจินตาการการโบยตีอันป่าเถื่อนที่กระทบความรู้สึกอย่างรุนแรง โทษประหารอันเลวร้ายที่กลายเป็นที่ประจักษ์พยานถึงความไร้คุณธรรมมนุษย์ที่ทำต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

         ผมไปพบเมธอเรลล์ เพราะได้ยินวาเขาสามารถอธิบายเรื่องการตรึงการเขนทั้งในแง่มุมการแพทย์และวิทยาศาสตร์ แต่ผมยังกระตุ้นอีกอย่างคือ มีคนบอกว่าเขาอภิปรายประเด็นนี้โดยปราศจากอคติเท่าๆกับ ความถูกต้องแม่นยำซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผม เพราะผมต้องการให้ข้อเท็จจริงพูดด้วยตัวมันเอง ไม่มีการเพิ่มเติมหรือเล่นสำนวนโวหาร ซึ่งอาจมีผลครอบงำความรู้สึกได้

         เหมือนที่คุณคาดหวังจากผู้มีปริญญาแพทย์ศาสตร์ (มหาวิทยาลัย Miami ฟลอริด้า) วิศกรรมดุษฎีบัณฑิต (มหาวิทยาลัย Bristol ประเทศอังกฤษ) เมธอเรลล์ พูดจาเป็นหลักการอย่างนักวิทยาศาสตร์ เขามีปริญญาประกอบโรคศิลป์จากแพทยสภาอเมริกันทางด้านรังสีวิทยา เขาเป็นที่ปรึกษาของสถาบันโรคหัวใจและปอดแห่งชาติ และสถาบันโลหิตแห่งศูนย์สุขภาพแห่งซาติเบธเซดา แมรีแลนด์

         เขาเคยเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักค้นคว้า และสอนที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย เมธอเรลล์ เป็นบรรณาธิการหนังสือวิทยาศาสตร์ห้าเล่มและได้ เขียนบทความให้สำนักพิมพ์ ตั้งแต่ aerospace medicine จนถึง scientific American บทวิเคราะห์อันปราดเปรื่องเรื่องการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อของได้รับการตีพิมพ์ทั้งในวารสารสำหรับนักกายภาพบำบัด และชีวิฟิสิกส์ (the phusiologistและ biophysics) เขามีบทบาทโดนเด่นในด้านการแพทย์ ร่างสง่า ผมสีเงิน มีอัธยาศัยไมตรีแต่กระนั้นก็เจ้าระเบียบ

         บางครั้งผมแปลกใจว่าเมธอเรลล์กำลังคิดอะไรอยู่ข้างใน ด้วยการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่ขยายความเอง พูดช้าๆ เป็นระบบ และเขาก็ไม่ได้แสดงสะเทือนอารมณ์ใดๆ แต่อธิบายเรื่องการตายอย่างสยดสยองของพระเยซูอย่างสงบ ในฐานะคริสเตียนคนหนึ่งไม่ว่าเขาจะรู้เศร้าสลดอย่างไรภายในเมื่อต้องพูดถึงการตายอย่างโหดเหี้ยมของพระเยซู แต่เขาก็สามารถเก็บความรู้สึกเหล่านั้น และทำหน้าที่ของผู้เชี่ยวขาญซึ่งเกิดจากค้นคว้านับหลายทศวรรษได้อย่างดี
         เขาแต่เสนอข้อเท็จจริง – ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด นี้เป็นข้อเท็จจริงที่ผมเดินทางข้ามประเทศมาหา

การทรมานก่อนกางเขน
        สิ่งแรก ผมต้องการให้เมธอเรลล์อธิบายเหตุการณ์ที่ทำให้พระเยซูสิ้นชีวิต ดังนั้นหลังจากทักทายกันแล้ว ผมวางแก้วชาเย็นลงและหันเก้าอี้ไปเผชิญหน้ากับเขาโดยตรง "ขอช่วยวาดภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระเยซูด้วย" ผมเริ่มคำถาม

        เขากระแอม "เริ่มจากอาหารมื้อสุดท้าย พระเยซูกับพวกสาวกก็ไปที่ภูเขามะกอกเทศ - ไปที่สวนเกทเสมนี และที่นั่น ถ้าคุณจำได้ พระองค์อธิษฐานตลอดคืน ระหว่างเวลานั้นพระองค์ทรงรู้ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดในวันรุ่งขึ้น เมื่อทรงรู้ว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใด โดยธรรมชาติก็เกิดความกดดันด้านจิตใจอย่างมาก"

        ผมยกมืดหยุดเขา "ถ้าอย่างนั้น...ตรงนี้แหล่ะที่พวกขี้สงสัยได้ช่องพอดีเลย" ผมบอก "พระกิตติคุณบอกว่าเหงื่อของพระองค์ไหลเป็นเลือด นี่ไม่ใช่เรื่องเกินจินตนาการไปหน่อยหรือ? เพราะเหตุนี้ทำให้เกิดคำถามว่าผู้เขียนพระกิตติคุณได้เขียนอย่างถูกต้องหรือไม่?"

        ไม่ได้ผล เมธอเรลล์สั่นหัว "ไม่ใช่อย่างนั้นเลย" เขาตอบนี้เป็นอาการเหงื่อออกเป็นเลือดที่การแพทย์รู้จักกันดี ไม่ใช่เรื่องธรรมดานัก แต่เกี่ยวข้องกับระดับความกดดันด้านจิตใจอย่างหนัก

        "อาการนี้เกิดขึ้นเพราะความวิตกกังวลแสนสาหัส สามารถผลิตสารเคมีที่ทำให้เส้นเลือดฝอยในต่อมเหงื่อแตกออก ผลคือมีเลือดเล็กน้อยออกในต่อมเหล่านี้ เหงื่อจึงหยดออกมาพร้อมกับเลือดด้วย เราไม่ได้พูดถึงเลือดไหลเป็นทาง แต่จำนวนน้อยมาก"

         แม้ไม่หนักแน่นนักแต่ผมถามต่อ "เรื่องนี้มีผลอย่างไรต่อร่างกายอีกไหม?
"ผลคือทำให้ผิวหนังอ่อนบางมาก เมื่อพระเยซูถูกทหารโรมันเฆี่ยนตี ในวันรุ่งขึ้นผิวหนังจึงถูกบาดได้ง่ายมาก"

         ผมยั้งตัวเองไม่พยายามคิดภาพที่กำลังจะผุดขึ้นในใจ ในฐานะนักข่าว ผมเคยเห็นศพมากมาย คนบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถชน ไฟไหม้ หรือจากการต่อสู้ ล้างแค้น แต่ไม่มีอะไรเขย่าขวัญได้เท่ากับฟังเรื่องที่ใครคนหนึ่งถูกลงโทษ โดยบีบคั้นให้ต้องทนทุกข์ทรมานมากที่สุดเท่าที่ทำได้

         "ช่วยอธิบาย การเฆี่ยนนั้นเป็นอย่างไร?" ผมบอก
เมเธอเรลล์ไม่ได้เบนสายตาไปจากผมเลย "รู้ดีกันว่าการเฆี่ยนของโรมันนั้นป่าเถื่อนโหดร้ายอย่างที่สุด ปกติแล้วจะทำการเฆี่ยน 39 ที แต่บ่อยครั้ง ก็มากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของทหารในการลงแส้

        "ทหารจะเฆี่ยนนักโทษโดยใช้แส้หนังที่ถักโลหะเล็กๆ เข้าไว้ด้วย เมื่อแส้กระทบผิวหนัง โลหะเหล่านี้จะทำให้เกิดรอยฟกซ้ำหรือแผลถลอกและเป็นแผลเปิดลึกทุกครั้งเมื่อถูกแส้ต่อไป และบางทีก็เป็นกระดูกแหลมคมที่บาด ผิวหนังอย่างสาหัส

       "หลังของคนนั้นแตก มีชิ้นส่วนเนื้อหลุดออกมา และบางครั้งเห็นกระดูกสันหลังด้วยเพราะบาดแผลลึกมาก การเฆี่ยนตีตั้งแต่หัวไหล่ลงไปถึงหลัง ก้นและน่อง สยองขวัญจริงๆ

------------
"แพทย์คนหนึ่งที่ศึกษาเรื่องการเฆี่ยนของโรมันกล่าวว่า "เมื่อเฆี่ยนไปเรื่อยๆ แผลก็จะแตกลึกลงไปใต้กล้ามเนื้อ ทำให้เลือดออกในผิวหนังเป็นริ้วตามรอยแส้ นักประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 3 ชื่อ ยูเซเบียส อธิบายเรื่องการเฆี่ยนนี้ว่า 'คนที่ถูกทรมานนั้น ทั้งเส้นเลือดดำ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นหรือ แม้แต่ลำไส้ก็เปิดออกให้เห็นได้'

"เรารู้ว่ามีคนมากมายตายไปเพราะถูกเฆี่ยนอย่างนี้ ก่อนจะถูกตรึงบนกางเขน ด้วยซ้ำ อย่างที่สุดเหยื่อต้องเจ็บปวดแสนสาหัส และหมดสติเพราะอาการขาดเลือด"

เมธอเรลล์ใช้คำศัพท์ทางกาแพทย์ที่ผมไม่รู้จัก ผมถามว่า "อาการขาดเลือด (Hypovolemic) หมายความว่าอะไร?
"ไฮโป (Hypo) แปลว่า ต่ำ และ โวล (Vol) แปลว่า ระดับ อีมิค (emic) แปลวา เลือด เมื่อรวมกันแล้วหมายถึงคนที่เจ็บปวดเนื่องจากการสูญเสียเลือดในปริมาณสูง (เสียเลือดมากจนเกิดอาการช็อค) แพทย์ได้อธิบายว่า "อาการนี้ทำให้เกิดผลสี่อย่างคือ อย่างแรก หัวใจพยายามฉีดเลือด ซึ่งไม่มีอยู่ที่นั่น สอง ความดันเลือดต่ำลงมาก ทำให้หมดสติหรือเป็นลม สาม ไต หยุดสร้างยูรีน เพื่อรักษาน้ำที่เหลืออยู่ในร่างกาย และสี่ คนนั้นจะกระหายน้ำมาก เพราะร่างกายต้องการน้ำทดแทนเลือดจำนวนมากทีเสียไป"

"คุณเห็นหลักฐานนี้จากเรื่องราวในพระกิตติคุณไหม?"

"เห็นชัดเจนมาก" เขาตอบ "พระเยซูหมดสติเพราะอาการขาดเลือดระหว่างแบกไม้กางเขนเดินโซเซตามถนนไปยังลานประหารที่โกละโกธา ในที่สุดเมื่อพระเยซูล้มลง ทหารโรมันได้เกณฑ์ให้ซีโมนแบกกางเขนแทน เราอ่านต่อมา พระเยซูตรัสว่า 'เรากระหายน้ำ' ซึ่งมีการส่งน้ำองุ่นเปรี้ยวให้พระองค์

"เพราะผลการเฆี่ยนตีอย่างเหี้ยมโหดนี้ จึงไม่ต้องสงสัยว่า พระเยซูอยู่ในสภาพสาหัสก่อนถูกตะปูตอกที่มือและเท้าเสียอีก"

ความทรมานแสนสาหัสแห่งกางเขน

แม้ภาพการเฆี่ยนตีจะสะอิดสะเอียนมากเพียงไร แต่ผมรู้ว่าเรื่องเขย่าขวัญยังไม่จบ เพราะนักประวัติศาสตร์ทุกคนต่างเห็นพ้องกันเป็นเอกฉันท์ว่า วันนั้น พระเยซูรอดจากการถูกเฆี่ยนตีไปสู่กางเขน จุดที่เป็นประเด็นของเรื่องทั้งหมด

ปัจจุบันนี้เมื่อนักโทษโซเซสู่หลักประหาร ไม่ว่าด้วยการฉีดยาพิษหรือตรึงติดกับเก้าอี้ไฟฟ้า จะมีการควบคุมสถานการณ์อย่างดี ความตายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และคาดการณ์ได้ล่วงหน้า มีการชันสูตรทางการแพทย์ประกาศการตายอย่างรอบคอบ และมีพยานผู้เห็นเหตุการณ์ละเอียดใกล้ชิดตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ

แต่จะแน่ใจกับความตายที่เชื่องข้า หยาบ และไม่อาจคาดการณ์ได้ เฉกเช่น การตรึงการเขนอย่างไร? ความจริงแล้ว คนจำนวนมากไม่รู้ว่า ไม้กางเขนฆ่าคนได้อย่างไร เมื่อปราศจากแพทย์ผู้รับรองการสิ้นชีวิตของพระเยซูอย่างเป็นทางการ จึงเป็นไปได้ไหมที่พระเยซูอาจหลบหนีไป แม้ถูกทรมานแสนสาหัส แต่ยังมีชีวิต?

ผมเริ่มคลี่คลายประเด็นเหล่านี้ "เกิดอะไรขึ้น เมื่อพระเยซูมาถึงลานประหาร?" ผมถาม
"พระองค์ต้องนอนลง กางแขนออกสุดและถูกตอกบนไม้ชิ้นขวาง ซึ้งยังคงแยกต่างหากจากเสาหลัก ซึ่งปักดิ่งอยู่ในพื้นถาวรก่อนแล้ว"

ผมคิดภาพไม่ค่อยได้ ต้องการรายละเอียดมากขึ้น "ตอกกับอะไร? ตอกที่ไหน?" ผมถาม

"พวกโรมันใช้เดือยแหลม ซึ่งยาว 5 - 7 นิ้ว ตอกลงที่ข้อมือ" เมธอเรลล์บอกพร้อมกับชี้จุดต่ำกว่าฝ่ามือซ้ายลงมาราว 1 นิ้วให้ดู

"หยุดเท่านั้นไว้ก่อน" ผมแทรกขึ้น "ผมคิดว่าเดือยแหลมนั้นถูกตอกที่ฝ่ามือ เหมือนกับที่เห็นในภาพเขียนต่างๆ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์มาตรฐานของการถูกตรึงกางเขน"

"ตอกผ่านข้อมือลงไป" เมธอเรลล์ย้ำ "เพราะเป็นตำแหน่งที่มั่นคง ซึ่งสามารถยึดไว้ได้ เพราะถ้าตอกที่ฝ่ามือ น้ำหนักตัวจะดึงให้ผิวหนังขาดออกและร่างกายจะตกลงสู่พื้น ดังนั้นจึงตอกเดือยแหลมที่ข้อมือ แต่ถือว่าข้อมือเป็นส่วนของมือตามภาษาที่ใช้ในสมัยนั้น

"ที่สำคัญต้องเข้าใจว่าเดือยแหลมนั้นตอกทะลุเส้นประสาทตรงกลาง ซึ่งเป็นเส้นประสาทใหญ่ที่สุดที่ผ่านถึงมือ และจะถูกบีบด้วยเดือยแหลมที่ตรึงอยู่นั้น"

เมื่อผมมีความรู้เรื่องกายภาพเพียงพื้นๆ เท่านั้นจึงไม่รู้ความหมาย" แล้วจะทำให้เจ็บปวดขนาดไหน?" ผมถาม

"อย่างนี้แล้วกันนะ" เขาตอบ "คุณจำได้ไหม เวลากระดูกข้อศอกบังเอิญไปชนอะไรเข้ามันเจ็บขนาดไหน? นั่นเป็นเส้นประสาทอีกเส้นหนึ่ง ซึ่งเจ็บมากเมื่อถูกชนโดยบังเอิญ

"คราวนี้ ลองนึกภาพปากคีบของช่างไฟฟ้า คีบและบิดเส้นประสาท" เขาบอกพร้อมกับเน้นคำว่า บิด ขณะบิดมือทำท่าประกอบ "ผลที่ได้ก็คล้ายกับประสบการณ์ของพระเยซู"

ผมย่นหน้า รู้สึกเสียวสันหลังอยู่ในเก้าอี้
"ความเจ็บปวดนั้น มันเหลือทนจริงๆ" เขาเสริมต่อ "ความจริงแล้ว ไม่อาจหาคำบรรยายได้ จนพวกเขาต้องคิดคำใหม่ขึ้นใช้ เป็นคำที่มีความหมายว่า 'ผลที่ออกมาจากกางเขน' ลองคิดดูก็แล้วกัน ถึงขนาดที่พวกเขาต้องประดิษฐ์คำใหม่ขึ้นใช้ เพราะไม่มีสักคำที่สามารถอธิบายความทรมานแสนสาหัสที่เกิดขึ้นระหว่างตรึงกางเขนได้

"ถึงจดนี้ พระเยซูถูกยกขึ้นเพื่อตอกไม้ชิ้นขวางกับเสาหลัก แล้วตอกเดือยแหลมที่เท้าของพระเยซู และอีกครั้งเส้นประสาทที่เท้าก็จะถูกบีบและสร้างความเจ็บปวดแบบเดียวกัน"

การถูกบีบเส้นประสาทนั้นก็แย่มากพอแล้ว แต่ผมต้องการรู้ผลการถูกตรึงว่าเกิดอะไรขึ้นกับพระเยซู "จะเกิดการกดดันในร่างกายพระเยซูอย่างไรบ้าง?"

คำตอบของเมธอเรลล์ คือ "อย่างแรก แขนจะถูกยืดออกสุด คงจะยืดออกอีกหกนิ้วและหัวไหล่ทั้งสองข้างหลุดออกมา คุณคงคำควณด้วยสมการคณิตศาสตร์ง่ายๆ ได้

"เรื่องนี้ทำให้คำพยาการณ์ในพระคัมภีร์เดิมสำเร็จ คือสดุดีบทที่ 22 ซึ่งกล่าวถึงการตรึงกางเขนหลายร้อยปีก่อนเกิดเหตุการณ์ว่า 'กระดูกทั้งสิ้นของข้าพระองค์หลุดลุ่ย (จากข้อต่อ) ไป'
--------------------
สาเหตุการตาย

เมธอเรลล์ได้ลำดับภาพความเจ็บปวดที่เหยื่อต้องทนเมื่อขบวนการตรึงกางเขนได้เริ่มขึ้น แต่ผมต้องการรู้ว่าท้ายที่สุดอะไรคือสาเหตุการตายของเหยื่อที่ถูกตรึงกางเขน เพราะนั้นเป็นแกนสำคัญในการตัดสินว่ามีการตายจริงหรือหนีตายไปได้ ดังนั้นผมถึงถามเมเธอเรลล์ ถึงสาเหตุการตายของเหยื่อ

"เมื่อคนนั้นถูกตรึงในแนวตั้งฉาก" เขาตอบ "สาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตด้วยความทรมานช้าๆนี้ คือ การขาดอากาศหายใจ

"สาเหตุ เป็นเพราะว่าการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อและกระบังลม ทำให้ทรวงอกอยู่ในสภาพสูดหายใจเข้า โดยพื้นฐานก็เพื่อจะหายใจออก เขาก็จะเหยียดเท้าตรงเพื่อลดอาการเกร็งกล้ามเนื้อสักครู่หนึ่ง เมื่อทำอย่างนั้น ตะปูก็จะทะลวงเข้าที่เท้าและปิดกั้นกระดูกที่ตาตุ่ม

"เมื่อหายใจออกแล้ว เขาจะรู้สึกผ่อนคลายสักครู่แล้วก็สูดหายใจเข้าอีกและเขาก็ต้องเหยียดตัวเพื่อผ่อนลมหายใจออกอีก ถูหลังที่เลือดอาบกับหลักไม้ที่หยาบกระด้างครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นอย่างนี้จนกระทั่งเขาหมดแรง แล้วเขาก็ไม่อาจยืดตัวขึ้นเพื่อหายใจอีกต่อไป

"เมื่อลมหายใจผ่อนเบาลง คนนั้นจะเกิดภาวะโลหิตมีไบคาร์โบเนตมากกว่าปกติ คือ คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดหลอมตัวรวมกับน้ำ ทำให้เกิดกรดในเลือดเพิ่มขึ้น และทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ ความจริงแล้ว เมื่อหัวใจเต้นผิดปกติ พระเยซูคงรู้ว่าเกือบถึงเวลาแล้ว พระองค์จึงร้องว่า 'พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ฝฝากวิญญาณจิตของข้าพระองค์ ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์' แล้วก็สิ้นชีวิตด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้น"

นี่เป็นคำอธิบายชัดเจนที่สุดเท่าที่ผมเคยฟังเกี่ยวกับความตายด้วยการตรึงกางเขน แต่เมธอเรลล์ ยังพูดไม่จบ

"แม้ก่อนที่พระองค์จะสิ้นชีวิต - และเป็นเรื่องสำคัญมากด้วย คือ ภาวะหมดสติเพราะขาดเลือดนั้นทำให้หัวใจเต้นเร็วอย่างต่อเนื่องนั้นอาจทำให้หัวใจวายได้ และส่งผลให้เยื่อหุ้มหัวใจกักน้ำไว้โดยรอบ และมีอาการน้ำซึมออก เช่นเดียวกัน เยื่อหุ้มปวดก็จะเก็บน้ำไว้โดยรอบเป็นอาการที่เรียกว่า น้ำท่วมปอด"

"นั่นสำคัญอย่างไร?"
"เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อทหารโรมันมาดูและเห็นวาพระเยซูตายแล้วพวกต้องการความแน่ใจโดยใช้หอกแทงสีข้างด้านขวา ซึ่งเราไม่รู้แน่ แต่จากคำอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคิดว่าคงเป็นด้านขวาระหว่างซี่โครง

"หอกนั้นแทงทะลุปอดข้างขวาเข้าไปที่หัวใจ เมื่อดึงหอกออก น้ำในเยื่อหุ้มหัวใจและเยื่อหุ้มหัวใจและเยื่อหุ้มปอดจึงไหลออกมาด้วย และคงเป็นน้ำใสๆ ตามด้วยเลือดจำนวนมาก ดังที่ยอห์น พยานผู้เห็นเหตุการณ์เขียนในพระกิตติคุณ"

ยอห์น คงไม่รู้ว่าทำไมเขาจึงเห็นทั้งเลือดและน้ำไหลออกมา แน่นอนคนที่ไม่ได้ฝึกฝนวิชาการแพทย์อย่างเขาจะเข้าใจได้ง่ายดายนัก แต่กระนั้นก็ตาม คำอธิบายของยอห์นก็สอดคล้องกับความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ และเรื่องนี้คงเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับยอห์นในฐานะพยานผู้เห็นเหตุการณ์ อย่างไรก็ตาม มีช่องโหว่ใหญ่อยู่ด้วย

ผมดึงพระคัมภีร์ออกมา และพลิกไปที่ยอห์น 19:34 "รอเดี๋ยวนะครับ หมอ" ผมท้วง "เมื่อคุณอ่านอย่างรอบคอบ จะเห็นลำดับคำที่ใช้ เขาบอกว่า 'มีเลือดและน้ำ' ไหลออกมา แต่ตามที่คุณบอก มีน้ำไหลออกมาก่อน ดังนั้นจึงมีข้อขัดแย้งใหญ่ตรงนี้"

เมธอเรลล์ ยิ้มละไม "ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญภาษากรีก" เขาตอบ แต่ตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญภาษากรีกโบราณ การตัดสินความสำคัญของคำนั้น ไม่ใช่ด้วยลำดับก่อนหลังแต่อยู่ที่ความหมายของคำที่ใช้ หมายความว่าเมื่อมีเลือดจำนวนมากกว่าน้ำ จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับยอห์นที่จะกล่าวถึงเลือดก่อน"

ผมยอมรับคำอธิบาน แต่ทำเครื่องหมายเพื่อเตือนตนเองภายหลังและถามต่อว่า "ในจุดวิกฤติตรงนี้ สภาพของพระเยซูเป็นอย่างไร?"

เมธอเรลล์ จ้องเขม็งมาที่ผม และตอบอย่างผู้มีอำนาจว่า "ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระเยซูได้สิ้นชีวิตอย่างแน่นอน"

การตอบคำถามของพวกช่างสงสัย

ดูเหมือนว่าความคิดเห็นของ ดร. เมธอเรลล์ มีหลักฐานแน่นดี แต่ยังมีรายละเอียดบางอย่างที่ผมอยากรู้ - อย่างน้อยก็มีจุดที่อาจทำให้เรื่องราวในพระคัมภีร์ด้อยลงได้

"พระกิตติคุณบอกว่าพวกทหารได้หักขาของนักโทษสองคนที่ถูกตรึงพร้อมกับพระเยซู" ผมบอก "ทำไมพวกเขาทำอย่างนั้น?"

"ถ้าพวกเขาต้องการเร่งให้นักโทษตายเร็วขึ้น เพราะใกล้วันสะบาโตและพวกเขาต้องมีปัสกา แน่นอนที่ผู้นำยิวต้องการให้เรื่องนี้สำเร็จก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน ทหารโรมันจึงใช้ด้ามหอกตีกระดูกขาท่อนล่างของนักโทษ เพื่อทำให้นักโทษไม่อาจยืดตัวขึ้นเพื่อหายใจ และตายเพราะขาดอากาศภายในไม่กี่นาทีเท่านั้น

"แน่นอน พระคัมภีร์ใหม่บอกเราว่า กระดูกขาของพระเยซูไม่ได้ถูกหัก เพราะพวกทหารเห็นว่าพระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว จึงใช้หอกแทกสีข้างเพื่อให้แน่ใจเท่านั้น เรื่องนี้ตรงตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิมเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ว่ากระดูกของพระองค์ไม่ได้ถูกหัก"

ผมแทรกขึ้น "หลายคนพยายามหาข้อสงสัยในพระกิตติคุณโดยโจมตี เรื่องการตรึงกางเขน" ผมบอก "เช่น บทความใน Havard Theological Review สรุปไว้หลายปีก่อนว่า 'มีหลักฐานน้อยมากที่แสดงว่า เท้าของคนบนกางเขนนั้นถูกตรึงด้วยตะปู' และบทความนั้นกล่าวต่อว่า มือและเท้าของเหยื่อถูกมัดไว้กับกางเขนด้วยเชือกมากกว่า คุณคิดหรือไม่ว่านี่ก่อให้เกิดปัญหาความน่าเชื่อของพระคัมภีร์ใหม่?"

ดร. เมเธอเรลล์ เลื่อนตัวออกมาจนชิดขอบเก้าอี้ "ไม่เลย" เขาบอก "เพราะหลักฐานทางโบราณคดีพิสูจน์ว่ามีการใช้ตะปูตามประวัติศาสตร์จริง - แม้ผมจะยอมรับว่าบางครั้งมีการใช้เชือกก็ตาม

"มีหลักฐานอะไร?"

"ค.ศ. 1968 นักโบราณคดีในอิสราเอลพบชิ้นส่วนของร่างกายชาวยิวมากกว่า 30 คนที่ตายเพราะการต่อต้านโรม ใน ค.ศ. 70 เหยื่อคนหนึ่งมีชื่อปรากฎชัดเจนว่า โยฮันนาตายเพราะถูกตึงกางเขน และพบว่ามีตะปูยาว 7 นิ้ว ตอกทะลุเท้าทั้งสองข้างของเขา พร้อมกับยังมีเศษไม้กางเขนจากต้นมะกอกติดอยู่ด้วย นี่เป็นยืนยันทางโบราณคดีถึงรายละเอียดสำคัญของการตรึงกางเขนที่เขียนในพระคัมภีร์"

ถูกตอกหงายกลับไปเลย! ผมคิด "แต่ยังมีข้อโต้แย้งอีกอย่าง คือ ความชำนาญของทหารโรมันที่ตัดสินว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์จริงหรือไม่? ผมชี้ คนเหล่านั้นมีความรู้ด้านการแพทย์และกายภาพเพียงพื้นฐาน เราแน่ใจได้อย่างไร ว่าพวกเขาไม่ได้เข้าใจผิดเมื่อประกาศว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้ว?

"ผมรับรองได้ว่าทหารเหล่านั้นไม่ได้ไปมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ แต่จำได้ไหมพวกเขาชำนาญในการฆ่าคน มันเป็นงานของพวกซึ่งทำได้อย่างดีด้วย พวกเขารู้โดยไม่ต้องสงสัยว่านักโทษตายแล้ว ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไรเลย"

"นอกจากนั้นถ้าเกิดมีนักโทษหนีไปได้ พวกเขาคงต้องรับผิดชอบด้วยการต้องตายเอง ดังนั้นพวกเขาต้องแน่ใจว่าเหยื่อแต่ละคนได้ตายแล้วจริง ก่อนจะนำศพลงจากไม้กางเขน"

วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ พรุ่งนี้จะมาเขียนต่ออีกนะครับ พระเจ้าอวยพรครับ

--------------------

เรื่องพระเยซู  สิ้นชีพไป ๓ วันแล้วฟื้นขึ้นมา ...  ใครจะมองจากมุมมองแบบไหนก็ตามแต่ ...

แต่ถ้ามองจากมุมมองของคนฝึกสมาธิ  ไม่ใช่เป็นเรื่องพิศดารอะไร ...

หลักความจริงของเรื่องสมาธิ คือว่า  ถ้าผู้ใดสามารถทำจิตให้สงบได้ตั้งแต่รูปฌานที่ ๔ (จตุตถฌาน) ขึ้นไป  อาการที่เกิดคือ จิตของผู้นั้นจะสงบมากๆ  ลมหายใจจะหยุดนิ่ง อากาศจะซึมผ่านผิวหนังแทน(คล้ายๆสัตว์หลายๆประเภทก็มีลักษณะแบบนี้)  หัวใจแทบจะหยุดเต้น  หรือเต้นเบาบางมาก  ถ้าไม่มีเครื่องมือที่ละเอียดมาจับก็จะไม่รู้ว่าหัวใจยังเต้นอยู่  ในภาวะแบบนั้น  ถ้าใครเอาร่างกายของคนที่กำลังเข้าฌานลึกระดับนั้นไปฝังใต้ดิน ใต้น้ำ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ตามที่ผู้นั้นจะกำหนด เช่น อาจจะหลายๆชั่วโมงหรือหลายๆวันหรือหลายๆเดือนก็ตาม ก็จะไม่มีอันตรายอะไร  เมื่อออกจากฌานมาก็กลับเป็นปกติเหมือนเดิมปกติ  และจิตของผู้นั้นอาจจะสามารถทำอภิญญาต่างๆได้ เช่น อภินิหาร ฤทธิ์เดชต่างๆ   ซึ่งพระในศาสนาพุทะ หรือพวกฤาษีในศาสนาฮินดู  ก็มีมากมายที่สามารถทำได้แบบนั้น  แม้ในสมัยนี้ก็ยังมี

ลักษณะของพระเยซู  ก็มีลักษณะแบบเดียวกับฤาษี จิตประกอบด้วยพรหมวิหาร  คือมีเมตตา ไม่โกรธใคร  ให้อภัย  มีอภินิหารบางอย่างบ้างพอควร  เช่น เดินบนน้ำได้  .. เดาว่าพระเยซูสามารถทำจิตสงบถึงฌาน ๔ ได้ อย่างน้อย  ดังนั้นเมื่อทำจิตให้สงบลึกๆเพื่อหลบเลี่ยงความเจ็บปวดตอนโดนตรึงกางเขน และเพื่อรักษาร่างกายของตนเอง  ดังนั้น จึงมีลักษณะคล้ายๆคนตาย  ในช่วง ๓ วันนั้น  ..เมื่อออกจากฌาน ก็กลับฟื้นมาเป็นปกติ  ซึ่งก็มีคนบางคนได้พบเห็นตามที่ในคัมภีร์เล่าไว้

คนที่ทำจิตสงบได้มากๆ  ได้ฌานต่างๆ  มักจะมีแนวคิดเรื่องพระเจ้าสร้างโลก  ซึ่งแนวคิดนี้มีมานานก่อนแล้วในอินเดียโบราณ  จึงมีเรื่องพระพรหมสร้างโลก นั่นแหละ

เพราะภาวะจิตที่สงบมากๆ  มีพลังมากๆในระดับฌานต่างๆนั้น จะเจอสิ่งอัศจรรย์หลายๆอย่าง จากส่วนลึกของใจตนเอง  แต่เพราะจิตยังมีอวิชชา คือ ยังมีกิเลสต่างๆอยู่  จึงเข้าใจผิดไปว่า  โลกและสัตว์และอะไรต่างๆเกิดจากพระเจ้าสร้างขึ้นมา (ความจริงนั้น ที่แท้คือใจที่มีอวิชชาของคนเรานั่นแหละ ที่สร้างตนเอง และโลกขึ้นมา)

-----------------
ข้อโต้แย้งสุดท้าย

ไม่ว่าจะเป็นข้ออุทธรณ์ทางประวัติศาสตร์ การแพทย์ โบราณคดี หรือแม้แต่ตามกฎหมายของทหารโรมัน เมธอเรลล์ได้ปิดช่องทางโต้แย้งทั้งหมดแล้ว ไม่มีทางที่พระเยซูจะลงไม้กางเขนขณะยังมีชีวิตอยู่ได้เลย แต่กระนั้น ผมยังผลักเขาต่อไปอีก "มีทางเป็นไปได้ไหม" - ทางหนึ่งทางใดที่อาจเป็นไปได้ ที่พระเยซู รอดชีวิตมาได้?"

เมธอเรลล์ สั่นหัวและชี้มือมาที่ผมเป็นการเน้น "ไม่มีทางอย่างแน่นอน" เขาบอก "จำได้ไหมว่าพระองค์อยู่ในอาการหมดสติเพราะขาดเลือด ตั้งแต่ก่อนถูกตรึงกางเขนแล้ว ไม่มีทางที่พระองค์จะเสแสร้งแกล้งตาย เพราะคุณไม่อาจกลั้นหายใจได้นาน นอกจากนั้นหอกที่แทงทะลุหัวใจก็จบเรื่องนี้ได้เด็ดขาด และทหารโรมันคงไม่ยอมเสี่ยงชีวิตของพวกเขาเองด้วยการยอมให้พระเยซูหนีรอดไปได้แน่"

ดังนั้น ถ้ามีคนบอกคุณว่า พระเยซูเพียงแต่สลบไปบนกางเขนเท่านั้น..." ผมบอก
"ผมจะบอกพวกเขาว่า เป็นไปไม่ได้เลย นี่เป็นทฤษฎีเพ้อฝัน ขาดพื้นฐานข้อเท็จจริง"

กระนั้นผมยังไม่ยอมปล่อยประเด็นนี้ผ่านไปง่ายๆ ผมเสี่ยงที่จะกวนโทสะของหมอโดยบอกว่า "สมมติว่าสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นั้นเกิดขึ้นจริง พระเยซูหนีรอดจากกางเขน หรือพูดให้ถูกหนีพ้นจากผ้าห่อศพ กลิ้งศิลาออกจากปากอุโมงค์ ถ้าพูดในแง่การแพทย์ พระองค์จะอยู่ในสภาพอย่างไรเมื่อพบกับพวกสาวก?"

เมธอเรลล์ ลังเลที่จะเล่นเกมส์ต่อ แต่แล้วตอบชัดถ้อยชัดคำอย่างมีชีวิตชีวา "ก็อีกนั่นแหละ พระองค์ไม่มีทางหนีรอดจากกางเขนได้
"แต่ถ้าพระองค์หนีได้ พระองค์จะเดินได้อย่างไรหลังจากถูกตอกตะปูที่เท้า? พระองค์จะปรากฎตัวที่ถนนเอมมาอูสได้อย่างไรในเวลาสั้นๆ เดินโซเซในระยะทางไกลอย่างนั้นหรือ? จำได้ไหม พระองค์มีแผลเฆี่ยนทีหลัง และยังรอยหอกแทงทะลุอก"

เขาหยุดสักครู่ แล้วอะไรบางอย่างก็แวบขึ้นในใจและเขาพร้อมที่จะตอกเสาหมุดสุดท้ายลงในใจกลางทฤษฎีเรื่องการสลบให้จบเป็นครั้งสุดท้าย และตลอดกาล ทฤษฎีเรื่องพระเยซูสลบไปเป็นข้อโต้แย้งที่ไม่มีใครสามารถหักล้างได้เด็ดขาด ตั้งแต่เริ่มครึกโครมขึ้นในค.ศ. 1835 โดยเดวิด เสตร้า นักศาสนศาสตร์ ชาวเยอรมัน

"ฟังดีๆ นะ" เมธอเรลล์พูดขึ้น "ไม่มีทางที่คนซึ่งอยู่ในสภาพน่าเวทนาเช่นนั้นจะบันดาลใจให้สาวกออกไปประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งชีวิต ผู้มีชัยชนะเหนือความตายได้เลย

"คุณเห็นภาพไหมว่า ผมกำลังบอกอะไร? หลังจากถูกทำร้ายแสนสาหัส เสียเลือด และอยู่ในสภาพบอบซ้ำ สภาพของพระองค์คงน่าสมเพชจนไม่มีทางที่สาวกจะยกย่องให้พระองค์เป็นผู้ชนะความตาย พวกเขาคงสลดใจและพยายามรักษาพยาบาลเพื่อให้พระองค์กลับมีสุขภาพดี

"ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าหัวเราะมากกว่า ถ้าคิดว่าพระเยซูปรากฎตัวต่อสาวก ในสภาพน่าเวทนาดังกล่าว คิดหรือว่าพวกสาวกจะพร้อมออกไปเริ่มขบวนการเคลื่อนไหวที่เชื่อว่าวันหนึ่งข้างหน้าพวกเขาจะเป็นขึ้นจากความตายด้วยสภาพร่างกายแบบนั้น ไม่มีทาง"

คำถามสำหรับหัวใจ

ต้องยอมรับว่า เมธอเรลล์ ได้พิสูจน์คดีของเขาอย่างเชี่ยวชาญหมด ข้อสงสัย เขาตอบโดยการเน้นคำถาม "อย่างไร" โดยเฉพาะวิธีการที่พระเยซูถูกลงโทษและแน่ใจได้อย่างไรว่าพระองค์ได้สิ้นพระชนม์จริง? ขณะจบข้อสนทนา ผมรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไป ผมสัมผัสความรู้รอบตัวแต่ยังไม่แตะต้องใจของเขา ดังนั้นเมื่อเรายืนขึ้นเพื่อกล่าวคำอำลา ผมอยากถามคำถาม "ทำไม" บ้าง

ผมถามเขาว่า "อเล็ก ก่อนผมจะไป ขอถามความคิดเห็นบางอย่าง - ไม่ใช่ด้านการแพทย์ ไม่ใช่การประเมินทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องจากใจคุณเอง" ผมรู้สึกว่าเขาไม่ได้วางมาดขรึมอย่างเคย และตอบว่า "ได้...ผมจะพยายาม"

"พระเยซูตั้งใจเดินสู่อ้อมแขนของผู้ทรยศ พระองค์ไม่ได้ต่อสู้เมื่อถูกจับ ไม่ได้แก้ตัวเมื่อถูกพิพากษาคดี เห็นได้ชัดว่าพระองค์ทรงยินดีเข้าสู่ความทุกข์ทรมาน ซึ่งคุณอธิบายว่าเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวสุดทน และผมอยากรู้ว่าทำไม อะไรเป็นแรงกระตุ้นให้พระเยซูยอมทนโทษแสนสาหัสเช่นนี้ได้?"

อเล็กซานเดอร์ เมธอเรลล์ ฐานะชายคนหนึ่งที่ไม่ใช่แพทย์ กำลังคิดหาคำตอบที่เหมาะสม

"พูดตรงๆ ผมไม่คิดว่าจะมีคนธรรมดาสักคนหนึ่งที่ยอมทำอย่างนั้นได้" เขาตอบในที่สุด "แต่พระเยซูทรงรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นพระองค์ต้องผ่านอะไรบ้าง เพราะนี่เป็นทางเดียวที่พระองค์จะไถ่เราได้ ด้วยการเป็นตัวแทนรับโทษความตายที่เราสมควรได้เพราะการกบฎของเราต่อพระเจ้า และนั่นเป็นราชกิจที่ทำให้พระองค์เสด็จเข้ามาในโลกนี้"

เมื่อกล่าวอย่างนั้นแล้ว ผมรู้สึกว่าเมธอเรลล์ยังไม่ยอมอ่อนข้อ ด้วยความรอบคอบ เขายังมีเหตุผลบดคำถามของผมอย่างละเอียดจนไม่อาจมีคำตอบมากกว่านี้อีกได้

"ดังนั้นเมื่อคุณถามผมว่า อะไรเป็นแรงกระตุ้นให้พระเยซูทำอย่างนั้น - ผมคิดว่าคำตอบสามารถสรุปได้คำเดียว คำนั้นก็คือ "ความรัก"

ระหว่างขับรถจากมาคืนนั้น คำตอบนี้ทวนซ้ำอยู่ในใจผม
ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด การเดินทางมาแคลิฟอร์เนียมีประโยชน์อย่างยิ่ง เมธอเรลล์ยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีทางที่พระเยซูหนีรอดจากความทรมานที่กางเขน ซึ่งเป็นความโหดเหี้ยม จนกระทั่งพวกโรมันยกเว้นวิธีการนี้ต่อพลเมืองของตน นอกจากเป็นนักโทษกบฎรุนแรงเท่านั้น

ข้อสรุปของเมธอเรลล์สอดคล้องกับแพทย์อื่นๆ ที่ศึกษาประเด็นนี้อย่างละเอียด และคนหนึ่งคือ ดร. วิลเลียม เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้เขียนบทความในวารสารแพทยสภาอเมริกัน ค.ศ. 1986 สรุปไว้ว่า "เป็นเรื่องชัดเจนว่า ทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และการแพทย์มีน้ำชี้ชัดว่าพระเยซูได้สิ้นพระชนม์ก่อนถูกแทงที่สีข้าง ดังนั้น การพยายามอธิบายว่าพระเยซูไม่ได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน จึงเป็นเรื่องขัดกับความรู้ด้านการแพทย์ในปัจจุบัน

คนเหล่านั้นที่พยายามอธิบายว่าพระเยซูเพียงแต่เกือบตาย โดยอ้างว่าพระองค์ได้หนีรอดจากความตายจากลานประหารที่โกละโกธานั้น จำเป็นต้องนำเสนอทฤษฎีความเป็นไปได้ที่เข้ากับข้อเท็จจริงมากกว่าที่เป็นอยู่

ในที่สุด พวกเขาด้วยเหมือนกัน ต้องยอมรับและใคร่ครวญคำถามที่ผุดขึ้นเสมอว่า อะไรคือแรงกระตุ้นให้พระเยซูยอมลดพระองค์เองลงต่ำและรับความทุกข์ทรมานอย่างนั้น?

ข้อพิจารญา คำถามใคร่ครวญ หรือ ศึกษาเป็นกลุ่ม

1.หลักจากฟังคำตอบของเมธอเรลล์ คุณคิดว่าทฤษฎีเรื่องการสลบนั้นมีเหตุผลน่าเชื่อถือหรือไม่? เพราะอะไร?
2.เป็นเวลา 2000 ปี มาแล้ว ที่ถือว่าไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์ของคริสเตียน และเดี๋ยวนี้เมื่ออ่านคำตอบของเมธอเรลล์แล้ว คุณคิดว่าสัญลักษณ์นี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในอนาคต?
3.คุณยินดีทนทุกข์ทรมานเพราะเห็นแก่คนอื่นหรือไม่? เพื่อใคร? และเพราะเหตุใด? ต้องมีแรงกระตุ้นอะไรที่ทำให้คุณยอมทนทุกข์เพื่อคนอื่น?
4.คุณจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อทหารโรมันที่ทำร้าย ดูถูกเหยีดหยาม และทรมานคุณเหมือนอย่างที่พวกเขาทำกับพระเยซูอย่างไรบ้าง?
ความเป็นไปได้อะไรที่ทำให้พระเยซูตอบสนองด้วยการตรัสว่า "พระบิดาขอโปรดยกโทษให้พวกเขา' ในขณะที่ทรงทรมานอย่างที่สุด?"

ยังไม่จบนะครับ ยังมีต่ออีก ในหัวข้อที่ว่า..
1. "ข้อพิสูจน์เรื่องศพที่หายไป สัมภาษณ์ ดร. วิลเลียม เลน เครก"
2. "หลักฐานการปรากฎตัวพระเยซูหลังความตาย" มีผู้เห็นพระเยซูปรากฎตัวหลังการตายบนไม้กางเขนหรือไม่?" สัมภาษณ์ ดร. แกรี ฮาเบอร์มัส

-----------------------
***ผมเป็นคริสเตียนที่เคยเป็นชาวพุทธมาก่อน
ปัจจุบันผมได้นำเอาวิธีปฏิบัติของศาสนาพุทธมาใช้ เช่น เดินจงกรมและนั่งสมาธิ เห็นคำสอนที่มีส่วนคล้ายกัน
ระหว่างพุทธและคริสต์ คือ ให้ความเมตตากรุณาแก่ผู้อื่น / รักทุกคน
พระเยซูคริสต์สอนหลักปฏิบัติที่จะได้เข้าสวรรค์ 6 ประการ ได้แก่
1.อย่าฆ่าคน
2.อย่าขโมยของคนอื่น
3.อย่าทำผิดประเวณี
4.อย่าเป็นพยานเท็จ
5.ให้ความเคารพพ่อแม่
6.รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง (เพื่อนบ้านในที่นี้หมายถึงคนที่ช่วยเหลือเราโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนจากเรา)

***ผมเป็นคริสเตียนที่มีความเชื่อดังนี้
1. พระเจ้า หมายถึงผู้นำชีวิตมนุษย์ โดยอาจจะนำชีวิตมนุษย์ให้ดีหรือไม่ดีก็ได้
ดังนั้นพระเจ้าจึงมีมากกว่า 1 องค์ คือ พระเจ้าที่ดี และ พระเจ้าที่ไม่ดี
2. ผมเชื่อว่าพระเจ้าที่ดีมีเพียงองค์เดียว ผมขอเรียกว่า "พระเจ้าผู้ประเสริฐ (God)"
ส่วนพระเจ้าที่เหลือผมขอเรียกว่า "พระเจ้าผู้ไม่ประเสริฐ (god)"
3. ผมเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ประเสริฐ
4. พระเยซูคริสต์ทรงสร้างโลกและจักรวาล รวมทั้งทรงกำหนดให้มีเวลาเกิดขึ้นมาพร้อมกันด้วย
ดังนั้นพระเยซูคริสต์จึงอยู่เหนือสรรพสิ่งและอยู่เหนือเวลา
5. หลังจากนั้นพระเยซูคริสต์ทรงสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาบนโลก แล้วสิ่งมีชีวิตต่างๆได้วิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน
6. พระเยซูคริสต์ทรงแบ่งตนออกเป็น 3 ภาคคือ พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณของพระเจ้า
โดยที่พระบิดาอยู่ในสวรรค์ ส่วนพระบุตรและพระวิญญาณของพระเจ้าอยู่ในโลก
7. พระเยซูคริสต์ทรงแบ่งภาคมาเกิดเป็นมนุษย์คือ พระบุตร โดยมารับบาปแทนมนุษย์ด้วยการถูกตรึงบนไม้กางเขน
เพื่อเปลี่ยนมนุษย์จากการเป็นคนบาปให้เป็นคนชอบธรรม และเมื่อผู้นั้นตายแล้วก็จะได้ไปอยู่ในสวรรค์ (แผ่นดินของพระเจ้า)
8. ปัจจุบันพระบุตรได้เข้ารวมกับพระบิดาในสวรรค์แล้ว ดังนั้นในขณะนี้พระเยซูคริสต์จึงมี 2 ภาคคือ พระบิดา
และพระวิญญาณของพระเจ้า โดยที่พระวิญญาณของพระเจ้าแบ่งได้ไม่มีที่สิ้นสุด และจะติดตามทุกคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์
9. ผู้ที่ต้องการจะให้พระเยซูคริสต์นำชีวิต จะต้องทำดังนี้ (กระทำต่อหน้าคริสเตียนอย่างน้อย 1 คน เพื่อเป็นพยานในการรับเชื่อ)
   1) สำนึกผิดยอมรับว่าเราเป็นคนบาป (ได้ทำความเลวมา)
   2) ต้องการหลุดพ้นจากการเป็นคนบาป
   3) ขอให้พระเยซูคริสต์ยกโทษบาปให้เรา แล้วพระเยซูคริสต์จะยกโทษบาปให้เรา
และเปลี่ยนเราจากการเป็นคนบาปให้เป็นคนชอบธรรม
   4) ขอให้พระเยซูคริสต์เข้ามานำชีวิตเรา แล้วพระเยซูคริสต์ก็จะเป็นพระเจ้าของเรา
10. ดำเนินชีวิตในทางชอบธรรมของพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา และทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าทุกอย่าง
โดยเชื่อว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นการวางใจในพระเจ้าอย่างแท้จริง
-------------------------
มัทธิว 7:21-23
ไม่​ใช่​ทุก‍คน​ที่​เรียก​เรา​ว่า ‘องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า’ จะ​ได้​เข้า​ใน​แผ่น‍ดิน​สวรรค์ แต่​ผู้​ที่​ปฏิ‌บัติ​ตาม​น้ำพระ‍ทัย​พระ‍บิดา​ของ​เรา
ผู้​สถิต​ใน​สวรรค์​จึง​จะ​เข้า​ได้   เมื่อ​ถึง​วัน‍นั้น​จะ​มี​คน​จำ‌นวน​มาก​ร้อง​แก่​เรา​ว่า ‘องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า ข้า‍พระ‍องค์​ได้​เผย‍พระ‍วจนะ​
ใน​พระ‍นาม​ของ​พระ‍องค์ และ​ได้​ขับ‍ผี​ออก​ใน​พระ‍นาม​ของ​พระ‍องค์ และ​ได้​ทำ​การ​แห่ง​ฤทธา‌นุ‌ภาพ​มาก‍มาย​ใน​พระ‍นาม​ของ​
พระ‍องค์​ไม่​ใช่​หรือ?’  เมื่อ​นั้น​เรา​จะ​กล่าว​แก่​พวก‍เขา​ว่า ‘เรา​ไม่​เคย​รู้‍จัก​พวก‍เจ้า​เลย เจ้า​ผู้​ทำ​ความ​ชั่ว จง​ไป​เสีย​ให้​พ้น‍หน้า​เรา’

คำอธิบาย
พระเยซูคริสต์บอกเราว่าจะมีคริสเตียนบางคนที่จะไม่ได้เข้า​ใน​แผ่น‍ดิน​สวรรค์
นั่นคือผู้ที่ไม่ทำตาม​น้ำพระ‍ทัยของพระเจ้า ซึ่งก็คือไม่วางใจในพระเจ้านั่นเอง
แสดงว่าเราต้องวางใจในพระเจ้าด้วยการทำตาม​น้ำพระ‍ทัยของพระเจ้าเท่านั้น เราจึงจะได้เข้า​ใน​แผ่น‍ดิน​สวรรค์

สรุป
การจะเข้า​ใน​แผ่น‍ดิน​สวรรค์ ไม่จำเป็นต้องพูดภาษาแปลกๆ หรือเข้าพิธีบัพติสมา
แต่ต้องวางใจในพระเจ้าอย่างสุดใจของเรา ด้วยการทำตาม​น้ำพระ‍ทัยของพระเจ้าทุกอย่างจึงจะเข้าได้

เสริมด้วย ยอห์น 6:47
เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่วางใจในเราก็มีชีวิตนิรันดร์

ขอแบ่งปัน
ผมไม่แนะนำให้เราเรียกพระเจ้าผู้ประเสริฐว่า "พระวิญญาณบริสุทธิ์"
เราควรเรียกพระเจ้าผู้ประเสริฐว่า "พระวิญญาณของพระเจ้า" หรือ "พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า"
เนื่องจากเราระบุคำว่า "พระเจ้า" อย่างเจาะจง จะทำให้เราวางใจในพระเจ้ามากขึ้น
หรือใช้คำว่า "พระวิญญาณแห่งความจริง" ก็ได้เช่นกัน เพราะว่าพระเจ้าผู้ประเสริฐทรงเป็นความจริง

------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น