คลังบทความภาษาไทย

วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556

พระเจ้าทรงเป็นสหายของท่านแล้ว


บางคนอยู่อย่างโดดเดี่ยว มีชีวิตอยู่ตามสบาย 
 ไม่จำเป็นที่จะต้องรีบร้อนอะไรเลย เพราะไม่มีใครคาดหวังอะไรกับเขา 
ท่านอาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้ หรือท่านอาจจะเป็นเช่นนั้นเวลานี้ก็ได้
 ท่านคาดว่าหลายคนจะมาเยือน แต่ไม่มีใครมาสนใจ 
 หรือหากว่ามีใครมาจริง ๆ ก็ยังอีกหลายเวลาที่ท่านอยู่ตามลำพัง 
ท่านรู้สึกเจ็บปวดเมื่ออยู่ตามลำพังเป็นความเจ็บปวดเช่นเดียวกับโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้น
 หรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำไป 
แต่พระเจ้าทรงเข้าใจความเจ็บปวดเหล่านี้
 และทรงห่วงใยท่านทรงปรารถนาจะช่วยท่านท่ามกลางความอ้างว้างของท่าน 
ทรงปรารถนาให้ท่านรู้จักพระองค์ในฐานะพระสหาย ท่านอาจมีความอ้างว้างที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ แต่ถ้าหากพระเจ้าทรงเป็นสหายของท่านแล้ว 
 ท่านจะไม่มีวันอ้างว้างโดดเดี่ยวอีกต่อไป เพราะพระองค์สถิตอยู่กับท่านเสมอ

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ขอบคุณพระองค์ที่ได้จัดสรร จัดเตรียม และเปิดใจ


Thank you, God
ขอให้พระองค์นั้นได้ทรงเสริมสร้างสติปัญญา เพิ่มกำลัง หนุนจิตชูใจ ขอพระวิญญาณบริสุทธฺิ์ทรงสถิตอยู่ในตัวของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์นั้นจะถวายตัวเพื่อดำเนินในกิจการของพระองค์
เป็นเครื่องมือในการประกาศข่าวประเสริฐของพระองค์
ขอพระองค์นั้นทรงแสดงความอัศจรรย์ เกิดแก่พวกเขาเหล่านั้น
เพื่อให้เขานั้นได้เห็น เชื่อ และศรัทธาในพระองค์
โอ้ พระองค์ผู้ทรงสิริ ทรงสติปัญญา ทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือข้าพระองค์ทั้งหลาย
พระบิดาเจ้าผู้ทรงเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้ทรงมองลึกเข้าไปในจิตใจของข้าพระองค์
ขอให้พระองค์ทรงอวยพระพรให้แก่ข้าพระองค์

อธิฐานและขอบคุณในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้า เอเมน

วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

The Stairs



Author Unknown
 
Oh long and dark the stairs I trod,
with stumbling feet to find my God,
Gaining a foothold bit by bit
Then slipping back and losing it.

There came a certain time when I
Loosened my hold and fell thereby,
Down to the lowest step my fall
As if I had not climbed at all.

And as I lay despairing there,
there came a footfall on the stairs
And 'lo' when hope had ceased to be
My God came down the stairs to me.

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

I am a Stroke Survivor!!



It was probably one of the scariest things that could ever happen to somebody. I had just turned 57 years old. Out of my bad habit, drinking [ I had been suffering with  high blood pressure for over 5 years and I drank a lot, I stopped taking my medication because I thought my blood pressure had been normal for a while, why should I kept taking a tiny pill everyday-- Out of my  stupidity--it happened! I was falling on to the floor while trying to pick up my eye- glasses which had dropped on the floor inside my office,

วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

ทุกปัญหามีทางออก ใช้ชีวิตอย่างมีสติ



       เมื่อต้นปี 2009 มีภาพยนตร์โฆษณาชิ้นหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขวัญจากผู้ชมเป็นจำนวนมากและได้รับรางวัลสื่อมวลชนดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2552 ประเภทโฆษณา (Catholic Media Award 2009)

เป็นเรื่องของครอบครัวหนึ่งที่ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ภาพเริ่มจับที่พ่อกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ขณะที่ลูกชายวัยประมาณ 5 ขวบกำลังเล่นต่อไม้รูปทรงต่างๆ อยู่บนพื้นห้อง  เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พ่อเดินไปรับโทรศัพท์

       “ฮัลโหล...ว่าไงนะ ...โครงการล้ม...แล้วของที่ลงไปแล้วละ...”
       “หมดกัน...สร้างมากับมือ” พ่อทรุดตัวลงหัวใจสลายเพราะธุรกิจที่ทำอยู่พังพินาศไปในชั่วพริบตา  ความทุกข์ที่บีบคั้น ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ลูกชายก็ยังเล็กจะอยู่ได้อย่างไร  พ่อเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานเพื่อจะหยิบอาวุธหวังจบชีวิตทั้งพ่อทั้งลูก
       “โครม!” ตัวต่อไม้ที่ลูกชายกำลังก่อสร้างอยู่นั่นพังครืนลงมา
       “หมดกัน...สร้างมากับมือ”  ลูกอุทานออกมาด้วยประโยคเดียวกันกับพ่อ เด็กชายคงรู้สึกว่าสิ่งที่พยายามทำมายาวนานนั้นมันพังลงมาเพียงแค่พริบตาเช่นกัน เด็กชายฟุบหน้าลงกับฝ่ามือ
       “ไม่เป็นไร สร้างใหม่ก็ได้...” เด็กชายเงยหน้าขึ้นด้วยแววตามุ่งมั่น   คำพูดสั้นๆ ของเขา ทำให้ผู้เป็นพ่อต้องหยุดคิด “ใช่..ไม่เป็นไร สร้างใหม่ก็ได้”
       “ทุกปัญหามีทางออก ใช้ชีวิตอย่างมีสติ...ยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว”

เบื้องหลังโฆษณายาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว
       คุณสุวรรณา อัครพงศ์พิศักดิ์ ทายาทรุ่นลูกของธุรกิจเซียงเพียวอิ๊ว และผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มวัยรุ่นภายใต้แบรนด์ เปปเปอร์มินท์ฟิว ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด เล่าถึงสปอร์ตโฆษณาชุด “ทุกปัญหามีทางออก ใช้ชีวิตอย่างมีสติ” ว่า เธอได้รับแรงบันดาลใจจากการเข้าชั้นศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์ในวันพฤหัสที่คริสตจักร Church of Joy (คริสตจักรแห่งความสุข)  สอนโดย ศจ. ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ วันนั้นท่านสอนพระธรรมปฐมกาล และได้โยงไปเรื่องความรัก  หลายครั้งที่คนเรารักผิด รักไม่เป็น รักแบบไม่เข้าใจ พอดีกับช่วงนั้นประเทศชาติกำลังประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ บริษัทหลายแห่งต้องปิดตัวลง คนทำธุรกิจหลายคนประสบปัญหามากมาย พอธุรกิจล้มไม่มีงาน ไม่มีเงิน แต่ด้วยความรักลูกและครอบครัว จึงคิดสรุปเอาเองว่าพวกเขาจะอยู่ต่อไปไม่ได้แน่   ถ้าอย่างนั้นควรจะตายไปพร้อมกันดีกว่า ดังที่เรา พบเห็นได้จากข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ที่ว่า ธุรกิจล้ม เจ้าของฆ่าลูกๆ  ภรรยา และฆ่าตัวตายตาม ซึ่งนำความเศร้าสลดใจต่อผู้อ่านเป็นอย่างมาก การกระทำเหล่านี้เป็นการแสดงความรักที่ไม่ถูกต้อง  ตอนนั้นเองทำให้คุณสุวรรณาคิดถึง “อากง” ของเธอ ซึ่งภาพของท่านปรากฏเป็นโลโก้บนกล่องผลิตภัณฑ์เซียงเพียวอิ้ว เธอคิดว่าในยามที่ประเทศชาติเจอปัญหา ประชาชนหัวเราะไม่ออก  “อากง” อยากจะพูดอะไรกับคนไทยในวันนี้บ้าง จึงเกิดเป็นความคิดที่ว่า “อากง” น่าจะให้คำเตือนสติ ให้ได้คิดว่า “ทุกปัญหามีทางออก” ก็เลยนำความคิดนี้มาบอกกับทีมงานเพื่อช่วยกันระดมสมองและกลายมาเป็นโฆษณาชุด  “ทุกปัญหามีทางออก ใช้ชีวิตอย่างมีสติ”

เบื้องหลังชีวิตผู้คิดโฆษณายาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว
       กว่าจะมาเป็นสุวรรณาในวันนี้ ใครจะรู้ว่าหญิงแกร่งมากความสามารถคนนี้เคยเฉียดความตายมาแล้ว  ย้อนไปเมื่อครั้งเรียนในระดับอุดมศึกษา คุณสุวรรณาสอบเข้าเรียนต่อได้ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับการยกเว้นไม่ต้องเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน จึงมีชั่วโมงว่างมาก เมื่อว่างมากก็เที่ยวมาก เรียนไปได้ 6 เดือนผลสอบออกมาคะแนนต่ำมาก  ช่วงนั้นพี่สาวคนโตของคุณสุวรรณาเพิ่งจบปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกำลังจะไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา คุณแม่จึงขอให้พาเธอไปด้วย คุณสุวรรณาจึงได้ไปเรียนที่ Oregon State  เรียนระดับปริญญาตรี ช่วงที่เรียนปี 1 – ปี 3 คุณสุวรรณาก็ยังคงเที่ยวเล่นกินดื่มเหมือนเดิม แต่ก็พยายามทำเกรดให้ดีๆ เพื่อแม่จะภูมิใจและมีอะไรไปคุยกับคนอื่นได้บ้าง เรียกว่าเรียนเพื่อรักษาหน้าแม่เท่านั้น ในใจจริงแล้วไม่รู้ว่าเรียนไปเพื่ออะไร และไม่ชอบเรียนหนังสือ
   
 ตอนที่คุณสุวรรณาเข้าพักในหอพักของมหาวิทยาลัย เธอได้เพื่อนร่วมห้องที่เป็นคริสเตียน...เป็นคนชาติอเมริกัน ชื่อ เดนเนท Dennette เป็นคนอเมริกัน สิ่งที่เพื่อนคนนี้ทำเป็นประจำคือ ก่อนนอนทุกวันเธอจะคุกเข่าก้มหัวอธิษฐานที่ปลายเตียงเหมือนในรูปที่เราเห็นกันชินตา สุวรรณารู้สึกว่าเพื่อนคนนี้เป็นคนที่มีจิตใจดีมาก ยิ่งเวลาที่พ่อแม่และน้องชายมาเยี่ยมเดนเนท พวกเขาจะร้องเพลงและเล่นกีตาร์กัน ช่างเป็นภาพที่สวยงาม อบอุ่นและมีความสุขมาก  เป็นความอบอุ่นที่ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงินทอง ทำให้คุณสุวรรณาสงสัยว่าพวกเขาไม่ได้ร่ำรวย  ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจบไปแล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร  เมื่อเทียบกับเธอแล้วเธอมีงานมีอนาคตที่ดีรออยู่ แต่ทำไมพวกเขาจึงดูมีความสุขจริงๆ  เพื่อนเริ่มชวนเธอไปปาร์ตี้ที่บ้านคริสเตียน ซึ่งเธอชอบมากเพราะเป็นคนที่ชอบพูดคุย ชอบมีเพื่อน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมายในเรื่องความเชื่อของคริสเตียนหรือเรื่องพระเจ้า
     
คุณสุวรรณาเล่าให้ฟังว่า เธอชอบไปงานปาร์ตี้มากๆ ไปบ่อย  และดื่มหนัก เธอจำได้ไม่ลืมว่า วันหนึ่งมีการแข่งขันดื่มเบียร์กระป๋องโดยจะต้องดื่มให้ได้มากและเร็วที่สุด เธอจึงใช้วิธีที่เคยดูมาจากในภาพยนต์ คือเอาดินสอเจาะเป็นรูแล้วเอานิ้วกดปิดเอาไว้ ให้มันอัดแน่นๆ พอเปิดออกมามันจะพุ่งแรงและเร็ว เธอดื่มไปได้ 2 กระป๋อง ก็ล้มลงและหายใจไม่ออก  เธอไม่สบายมากต้องนอนอยู่ที่หอพักออกไปไหนไม่ได้
   
 ยิ่งกว่านั้น ในวันรุ่งขึ้นคุณสุวรรณาก็ต้องเจอกับอีสุกอีใสที่แวะมาเยี่ยมเยียนในวัยและเวลาที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง การเป็นอีสุกอีใสตอนโตจะเจ็บปวดทรมานมาก จนเธอเดิน นอนไม่ได้ แต่ก็ได้เดนเนทคอยหาอาหารมาให้ที่หอพัก ช่วงนั้นหิมะตกหนัก บรรยากาศเงียบมาก ไม่มีใครเลยต้องอยู่แต่ในห้อง ออกไปไหนก็ไม่ได้ ทำให้เธอนอนคิดทบทวนว่าตนเองทำอะไรลงไป ถ้าหากแม่รู้เข้าจะเสียใจแค่ไหน พ่อแม่ส่งให้มาเรียนถึงอเมริกาก็ยังเกเร ถ้าหากเป็นอะไรไปแม่จะต้องตายตามเธอไปแน่ๆ  ตอนนั้นเธอคิดเลยเถิดไปว่าชีวิตตนเองเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่อเรียนหนังสือ และกลับไปทำงานเป็นเจ้าคนนายคนอย่างนั้นหรือ คนเราเกิดมาทำไมกันแน่

คุณสุวรรณาคิดวนเวียนอยู่ในใจเช่นนี้ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่เธอนอนป่วยอยู่ พอหายก็ขี่จักรยานไปเรียนหนังสือ ซึ่งเธอจำได้แม่นยำว่าวันนั้นหิมะตกหนัก จนเพื่อนๆ มาเรียนไม่ได้ ในห้องเรียนมีเพียง “แมรี่” คนเดียว แมรี่เป็นคนที่เชยมาก คุณสุวรรณาไม่ชอบและไม่คิดที่จะคุยด้วยเพราะรู้สึกว่าคุยแล้วน่ารำคาญ พูดกันคนละเรื่อง วันนั้นแมรี่เป็นฝ่ายเดินมาหาเธอและถามเธอว่า “เชื่อพระเจ้าไหม?”
       คุณสุวรรณาตอบกลับไปว่า “ไม่เชื่อ”  
       “แล้วเชื่ออะไร”  แมรี่ถามต่อ
       “เชื่อตัวเอง เชื่อในความดีของตัวเอง” คุณสุวรรณาตอบ
       แมรี่หยิบหนังสือเล่มเล็กๆออกมา ชื่อภาษาอังกฤษว่า 4 laws ของ Campus Crusade for Christ ชื่อภาษาไทยว่า หลักสัจธรรม 4 สู่ชีวิตนิรันดร์ และบอกว่าจะขอแบ่งปันอะไรให้ฟังได้ไหม แล้วเธอก็อ่านข้อความในหนังสือให้ฟังว่า  พระเจ้าคือใคร? พระเยซูมาทำไม?

ตอนนั้นคุณสุวรรณากลับคิดว่าเป็นเรื่องตลก แต่มีคำพูดประโยคหนึ่งที่ติดเข้าไปในใจของเธอคือคำพูดที่ว่า “ชีวิตของคนเรามันซับซ้อนยิ่งกว่านาฬิกา” นาฬิกาเรือนเล็กๆ 1 เรือน มีส่วนประกอบกว่า 200 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเม็ดมะยม เข็มสั้นเข็มยาว เฟืองหมุน เป็นไปได้ไหมหากนำอุปกรณ์กว่า 200 ชิ้นมาเขย่ารวมกันแล้วมันจะลงล๊อคได้พอดิบพอดี เมื่อนาฬิกายังต้องมีคนสร้าง แล้วชีวิตคนเราซึ่งมีความซับซ้อนมหาศาล ข้อต่อเส้นประสาทนับล้านๆ เส้น มันจะบังเอิญเกิดขึ้นมาอย่างพอเหมาะพอดีได้อย่างไร  ในใจของคุณสุวรรณาคิดว่าน่าจะมีคนสร้างเราขึ้นมาอย่างที่แมรี่บอก แต่ก็ยังไม่เชื่อ เพราะเรื่องราวของพระเจ้าพระเยซูคริสต์เป็นของใหม่สำหรับเธอ ขณะเดียวกันเธอก็ไม่เชื่อด้วยว่ามนุษย์มาจากลิง
   
 เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่ว่าเย็นวันเดียวกันเพื่อนชายที่คุณสุวรรณาซึ่งกำลังคบอยู่ในเวลานั้นได้ไปพบจักษุแพทย์ซึ่งเป็นคริสเตียนและคุณหมอก็ได้เล่าเรื่องของพระเจ้าให้เขาฟังเช่นเดียวกัน  เธอรู้สึกแปลกใจมากที่วันเดียวกันมีคนพูดเรื่องพระเจ้าให้เธอและเพื่อนชายฟังเหมือนกัน  ทำให้เธอคิดถึงเพื่อนร่วมห้องที่เป็นคริสเตียนจึงตัดสินใจไปร่วมการประชุมที่คริสตจักร ซึ่งเธอชอบมาก เพราะได้พูดคุยกับพี่น้องคริสเตียนและทำให้อยากรู้จักพระเจ้ามากขึ้น ในที่สุดก็ได้ต้อนรับพระเจ้าพระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิต  คุณสุวรรณาบอกว่าเธอเองไม่รู้ว่าพระเยซูเข้ามาในชีวิตของเธออย่างไร แล้วเข้ามาจริงๆ หรือไม่  แต่เธอได้สัมผัสกับสันติสุขที่อยู่ภายในจิตใจของเธอ เมื่อคุณสุวรรณาเดินทางกลับมาประเทศไทยก็ได้ไปร่วมนมัสการที่คริสตจักรนิมิตใหม่เป็นแห่งแรกและร่วมทำกิจกรรมกับทีมงานไทยแลนด์แคมพัสครูเสดฟอร์ไครส์ ทำให้ได้เรียนรู้หลายอย่างและเติบโตขึ้น จนในที่สุดได้เข้าพิธีประกาศตนเป็นคริสเตียนที่ ค่ายเมืองพัทยาปี 1985
       เมื่อคุณสุวรรณาเดินทางกลับประเทศไทยเป็นช่วงที่ตัดสินใจเป็นคริสเตียนใหม่ๆ ยังขาดความเข้าใจอยู่หลายเรื่องจึงทำให้เกิดความเข้าใจผิด การขัดขวาง การต่อต้านจากครอบครัวเป็นอย่างมาก  ครั้งหนึ่งคุณแม่ถึงกับเอาเสื้อผ้าของคุณสุวรรณาไปให้หมอผีปลุกเสก ปัดรังควาน สมัยนั้นคุณสุวรรณาจะพูดติดปากว่า “ขอบคุณพระเจ้า” ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานอาหาร ประทานโน่นประทานนี่ให้ จนคุณพ่อคุณแม่รู้สึกเสียใจ ท่านมักจะถามว่า เสื้อผ้าที่ใส่พ่อแม่ก็ซื้อให้ รถที่ขับพ่อแม่ก็ซื้อให้ ค่าเล่าเรียนพ่อแม่ก็ออกให้ ตรงไหนพระเจ้า เธอก็ตอบท่านไม่ถูก บางที่ครอบครัวขอให้เธอไปร่วมงานเชงเม้ง เธอจะชอบพูดว่าเป็นคริสเตียนแล้วไปเชงเม้งไม่ได้ ไปวัดเธอก็บอกว่าไปไม่ได้ ไปโน้นไม่ได้ ไปนี่ไม่ได้ ไม่ได้ไปหมด โดยที่เธอเองไม่เข้าใจว่าแก่นของวัฒนธรรมนั้นคืออะไร ที่จริงแล้วเชงเม้งคือการระลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษ ผู้มีพระคุณของครอบครัว พอเธอบอกว่าทำไม่ได้ เธอไม่ไป ญาติพี่น้องก็มองว่าเธอเป็นคนอกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ทั้งที่พระเจ้าสอนให้เราเคารพให้เกียรติพ่อแม่ และบรรพบุรุษของเรา  คุณแม่คุณสุวรรณาเองถึงกับขอร้องเธอว่าห้ามประกาศหรือพูดเรื่องพระเยซูคริสต์ ห้ามพูดให้คนอื่นฟังเพราะอายเขา
       เวลาผ่านไปคุณสุวรรณเรียนรู้มากขึ้น แม้คุณพ่อคุณแม่ของคุณสุวรรณายังไม่เปลี่ยนความคิด แต่แทนที่เธอจะตอบแบบเดิม เธอก็เปลี่ยนใหม่เช่น “นา” ขอบคุณพระเจ้าที่เกิดมาเป็นลูกป๋า ขอบคุณที่ป๋ารัก“นา” ส่งเสียให้ “นา” เรียนหนังสือ ซื้อรถให้ ซื้อบ้านให้ ซึ่งทำให้ผู้ฟังรู้สึกดีขึ้น เมื่อก่อนคุณสุวรรณาไม่ได้ถูกสอนมาแบบนี้เลยขาดความเข้าใจ เวลาตอบอะไรไปก็ทำให้ครอบครัวโกรธเหมือนไปยั่วยุท่าน สิ่งที่ท่านจัดหามาให้เราด้วยความเหน็ดเหนื่อยยากลำบาก เรากลับไม่ขอบคุณแต่ไปขอบคุณคนอื่นแทน  จริงๆ แล้วท่านทั้งสองรักคุณสุวรรณามาก เป็นความรักที่มีความไว้วางใจกัน เชื่อใจกัน ถึงวันนี้ลูกจะมีความเชื่อต่างกันแต่ความรักผูกพันธ์ยังคงอยู่

พี่ๆ ทุกคนก็เข้าใจเธอเป็นอย่างดี มีพี่สาวคนหนึ่งที่เพิ่งตัดสินใจรับเชื่อพระเจ้าไม่นานมานี้  แม้ว่าปัจจุบันคุณแม่ได้จากไปแล้ว คุณสุวรรณาก็ยังรักท่านอยู่เสมอ ในวันครบรอบวันจากไปของท่านคุณสุวรรณาก็จะไปวัดพร้อมกับพี่น้องด้วย

เบื้องหลังชีวิตครอบครัว
       คุณสุวรรณาแต่งงานกับคุณประเสริฐ อัครพงศ์พิศักดิ์  มีบุตรสาว 2 คน คือน้องมีนา อายุ 16 ปี และลีนา อายุ 12 ปี คุณสุวรรณาได้แบ่งปันถึงช่วงที่ได้พบกับคุณประเสริฐครั้งแรก เป็นช่วงที่เธอกลับมาเมืองไทยและเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ คุณประเสริฐเป็นรุ่นพี่ เรียนจบปริญญาตรีมาจากสหรัฐอเมริกาเช่นกันและกำลังเรียนปริญญาโทอยู่  คุณประเสริฐไม่ได้เป็นคริสเตียนไม่รู้จักเรื่องราวของพระเจ้าพระเยซูคริสต์ แต่คุณประเสริฐเป็นคนที่มีลักษณะเด่นเฉพาะตัวที่น่าสนใจ เป็นคนเก่ง ฉลาดและเป็นผู้นำ   คุณสุวรรณาเองก็กำลังอธิษฐานในเรื่องคู่ครองอยู่ พี่เลี้ยงในคริสตจักรที่เป็นคนสอนและดูแลเรื่องความเชื่อของเธอแนะนำให้อธิษฐานแบบเฉพาะเจาะจงในเรื่องคู่ชีวิต โดยให้เขียนรายละเอียดเป็นข้อๆ  ซึ่งเธอได้ทำตาม คุณสุวรรณาได้มีโอกาสเล่าเรื่องราวของพระเจ้า ให้คุณประเสริฐฟัง เขาเองก็สนใจ และไปศึกษาที่คริสตจักรหลายแห่ง แต่เนื่องจากขณะนั้นคุณสุวรรณายังเปรียบเสมือนคริสเตียนเด็กๆ   ยังเข้าไม่ถึงแก่นแท้ของความรักพระเจ้า จึงนำเอาหลักคำสอนต่างๆ ไปยัดเยียดใส่ในหัวของคนรอบข้าง เป็นการให้ความรู้ที่ขาดความรัก เหมือนการบังคับที่ขาดความเข้าใจ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง  จึงทำให้ตนเองและคนรอบข้างเครียดไปหมด   รวมทั้งคุณประเสริฐด้วย ด้วยเหตุนี้เองคุณสุวรรณาและคุณประเสริฐได้เลิกคบหากันไปถึง 3 ปี
       แต่พระเจ้าได้จัดเตรียมคุณประเสริฐไว้เป็นคู่ชีวิตและคู่พระพรของคุณสุวรรณา ในที่สุดทั้งสองได้กลับมาเจอกันอีก  ครั้งนี้คุณสุวรรณาเติบโตขึ้นในความเชื่อ มีความอ่อนโยนและเข้าใจมากขึ้นว่าแก่นแท้ของชีวิตคือความรักของพระเยซูคริสต์ที่มีต่อเราทุกคน คนจะรู้จักพระเจ้าไม่ใช่ใช้ความรู้หรือสติปัญญาเท่านั้นแต่โดยความรักและความดีของพระเยซูคริสต์ที่กระทำผ่านชีวิตของเราไปยังเขาต่างหาก เป็นความจริงใจมิใช่คำพูด ในที่สุดคุณประเสริฐก็ได้รู้จักและมีประสบการณ์กับพระเจ้าด้วยตัวของเขาเอง  ปัจจุบันครอบครัวนี้เป็นสมาชิกคริสตจักร Church of Joy (คริสตจักรแห่งความสุข) ที่สุขุมวิทซอย 16 และทุกเย็นวันศุกร์คุณสุวรรณาจะเปิดบ้านเป็น care group เพื่อร่วมนมัสการและสามัคคีธรรมกับพี่น้องคริสตจักร ส่วนวันอังคารและวันเสาร์ก็ทำกลุ่มให้คำปรึกษา “Hope Alive”
       ขณะนี้ลูกสาวทั้งสองของคุณสุวรรณาเรียนอยู่ที่ International School of Bangkok และกำลังอยู่ในช่วงของวัยรุ่น มุมมองในการเลี้ยงดูลูกวัยรุ่นของคุณสุวรรณาแตกต่างออกไปโดยเธอให้ความเห็นว่า เราต้องไม่ทำตัวเป็นเพื่อนลูก ลูกมีเพื่อนได้หลายคนแต่ลูกมีแม่ได้คนดียว คนเราจะเป็นเพื่อนกันได้ต้องมีมุมมองในชีวิตที่คล้ายกันก่อน มีประสบการณ์ที่เท่ากัน แต่แม่อายุห่างจากลูกมาก ประสบการณ์ความคิดก็ไม่เท่ากัน ดังนั้นแม่ต้องเป็นคนชี้แนะลูก ต้องทำหน้าที่ของแม่ แม่ Friendly ได้ แต่แม่ต้องมีความเป็นแม่ คือต้องให้กฎเกณฑ์กับลูก สามารถทำโทษลูกเท่าที่จำเป็นและสั่งสอนลูก มีมิชชั่นนารี่ท่านหนึ่งสอนคุณสุวรรณาว่า แม่ควรจะอธิษฐานให้ลูกมีเพื่อนสักคนหนึ่งที่เป็นคริสเตียนที่ดีและไว้ใจได้ และให้ลูกไว้ใจเขาพอที่จะปรึกษาเขาได้ในเรื่องที่เขาไม่ปรึกษาเรา และเพื่อนคนนี้สามารถมาพูดกับเราได้  เพราะบางครั้งลูกวัยรุ่นไม่อยากคุยกับพ่อแม่แต่อยากคุยกับเพื่อน คุณสุวรรณาบอกว่าแม่ต้องเข้าใจว่าการเลี้ยงลูกให้ได้ดีก็เพื่อตัวของลูกไม่ใช่เพื่อตัวของเรา เพื่อชีวิตของเขาไม่ใช่เพื่อเรา  และเนื่องจากคุณสุวรรณาเป็นนักกีฬาก็จะสอนเกี่ยวกับเรื่องของกฎกติกา นักกีฬาจะลงสนามต้องเข้าใจวิธีการเล่น รู้กฎ รู้ข้อห้าม  เช่นเดียวกับชีวิตที่ต้องมีกฎกติกาชีวิต   กฎกติกาสังคม  กฎกติกาพระเจ้า  เมื่อลูกรู้กฎ ลูกก็เล่นได้สบาย และรู้จักระมัดระวังในการใช้ชีวิตมากขึ้นด้วย คุณสุวรรณาเลี้ยงลูกอย่างเป็นธรรมชาติ  ไม่มีการเสแสร้ง  เมื่อโกรธลูกก็จะรู้ว่าโกรธ เมื่อผิดก็สามารถขอโทษลูกได้ แต่เมื่อลูกมีปัญหาเขาก็จะมาหา แม่ก็ให้คำปรึกษาและอธิษฐานเผื่อลูกๆ

เบื้องหลังความสำเร็จ
       หลายคนมีคำถามว่าการเป็นคริสเตียนที่ดีจะสามารถเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้อย่างไรสำหรับคุณสุวรรณาแล้วเธอมีความเชื่อว่าในชิวิตของเรานั้นมีหลายอย่างที่เราสามารถควบคุมได้ ขณะเดียวกันก็มีบางอย่างที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งเธอจะไม่เสียเวลากับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่จะใช้เวลาในการอธิษฐานในเรื่องนั้น นอกจากนี้การทำธุรกิจยึดหลักซื่อสัตย์ต่อลูกค้าเป็นสำคัญ ทำอะไรตรงไปตรงมา เช่น คุณสุวรรณาต้องรับผิดชอบทำโฆษณาสินค้าในประเทศกัมพูชา โดยมีรางวัลให้กับผู้ซื้อชนิดขูดปุ๊บรับปั๊บ โดยกำหนดรางวัลต่างๆ ไว้ สมมุติว่าเป็นรางวัลใหญ่ 5 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท บางคนขอให้ทำโฆษณาว่ามีรางวัลใหญ่ถึง 50 รางวัล เพื่อกระตุ้นยอดขายและให้เหตุผลว่าสินค้ายี่ห้ออื่นเขาก็ทำกัน ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ เราจะให้กี่รางวัล แต่สำหรับคุณสุวรรณาแล้วเธอไม่ยอมทำเด็ดขาด ถ้ามี 5 รางวัลก็ต้องประชาสัมพันธ์ว่า 5 รางวัล ต้องไม่โกหกลูกค้า ตอนแรกก็ถกเถียงกันมากกลัวยอดขายจะตก แต่ในที่สุดเขาก็ต้องยอม เพราะคุณสุวรรณายื่นยันชัดเจนที่จะทำอย่างตรงไปตรงมา เพราะถึงแม้ลูกค้าไม่รู้ แต่ตัวเรารู้ ก็จะทำให้พูดหรือสอนลูก ๆ เรื่องความซื่อสัตย์ไม่ได้
       ในเรื่องการปกครองดูแลลูกน้อง คุณสุวรรณาจะยึดความจริงใจ และความซื่อสัตย์เป็นหลัก ไม่หลอกพนักงาน  คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น  ยึดหลักการทำงานเป็นทีม มีความไว้วางใจในทีมงาน โดยคุณสุวรรณาจะอธิษฐานเผื่อทีมงาน เพื่องานแต่ละชิ้น พึงพาพระเจ้าในทุกเรื่อง นอกจากนี้คุณสุวรรณาจะให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เพราะลูกน้องทำงานกับเราวันหนึ่งเขาก็ต้องจากไปแต่ความสัมพันธ์ยังคงยืนยาวตลอด เงินทองหมดก็หาใหม่ได้แต่ถ้าหมดความสัมพันธ์แล้วหาใหม่ไม่ได้ หมดแล้วหมดแลย  ด้วยความรักของพระเจ้าที่สำแดงผ่านชีวิตของคุณสุวรรณาทำให้ลูกน้องประทับใจ แต่ละคนจึงทำงานที่นี่ยาวนาน  มีบางคนที่สร้างปัญหาก็จะเรียกมาเตือนถึง 3 ครั้ง หลังจากนั้นหากยังไม่ปรับปรุงแก้ไขก็จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายบุคคลดำเนินการต่อไป  ปัจจุบันคุณสุวรรณามีพนักงานประจำสำนักงานประมาณ 70 คน พนักงานโรงงานอีกกว่า 100 คน มีคริสเตียนอยู่ 5 คน  ในช่วงคริสตมาสเธอจะจัดงานให้พนักงานได้มีโอกาสฟังเรื่องราวดีๆ ด้วย แต่คุณสุวรรณาจะระมัดระวังในเรื่องการประกาศและให้เกียรติพนักงาน เธอจะไม่เอาพระเจ้ามายัดเยียดให้ลูกน้อง เพราะพระเจ้ายิ่งใหญ่และสูงค่าเกินกว่าที่เราจะยัดเยียดให้กับใครได้ ด้วยเหตุนี้เองพนักงานจึงไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ แต่สนใจจริงๆ จึงมีคนที่ได้ยินได้ฟังและตัดสินใจเชื่อไว้วางใจพระเจ้าแล้ว 3 คน และได้ไปร่วมนมัสการเป็นประจำที่คริสตจักร

พระธรรมนำชีวิต
       สำหรับคำถามว่า คุณสุวรรณาใช้พระคำข้อไหนหรือตอนไหนในการเลี้ยงลูกและในการปกครองลูกน้อง เธอให้ข้อคิดว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่สามารถแบ่งได้ว่า ถ้าอยู่ในครอบครัวต้องใช้พระคัมภีร์ข้อนี้ หรือถ้าอยู่ที่ทำงานใช้อีกข้อ อยู่คริสตจักรหรือที่อื่นก็ใช้ต่างกันไป ซึ่งดูเหมือนเอาพระคำของพระเจ้ามาถอดเข้าถอดออก แต่คุณสุวรรณามองว่าพระคำของพระเจ้าเป็นวิถีชีวิตที่ไม่สามารถแยกหรือคัดตอนหนึ่งตอนใดมาใช้ในแต่ละสถานการณ์เท่านั้น
       แต่ถ้าต้องการให้ตอบคำถามว่าระยะนี้ของชีวิตชอบพระคำตอนไหน คุณสุวรรณาเลือกพระธรรมมาระโก 12 ข้อ 30 ว่า“และพวกท่านจงรักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน ด้วยสุดความคิดและด้วยสิ้นสุดกำลังของท่าน” เป็นพระธรรมที่สอนใจเธอว่า ความรักของเราต่อพระเจ้านั้นควรเป็นเหมือนเด็ก ๆ คือรักหมดใจไม่คิดอะไรมาก และเนื่องจากช่วงนี้คุณสุวรรณาทำกลุ่มให้คำปรึกษา “Hope Alive” ซึ่งช่วยให้คนที่มีแผลบาดลึกในชีวิตตั้งแต่วัยเด็กสามารถเผชิญความจริงเกี่ยวกับตัวเอง รู้จักตัวเองดีขึ้น และเติบโตด้านอารมณ์จิตใจมากขึ้น เธอจึงประทับใจพระธรรมยอห์น 8 ข้อ 32 ”และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ   และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท”  เพราะจากการสังเกตคนรอบข้าง ไม่ว่าพี่น้องในคริสตจักร หรือ ลูกๆ และตัวเอง ดูเหมือนว่ามีความกลัวบางอย่างอยู่ในชีวิตโดยที่เราไมรู้ว่านั่นเป็นความกลัว แต่ถ้าเราลองถามตัวเองดูว่า จริงๆแล้วเรากลัวอะไรอยู่หรือไม่ ส่วนใหญ่แล้วเรากลัวที่จะเผชิญกับความจริง เมื่อพระคัมภีร์บอกเราว่า “สัจจะทำให้เราเป็นไท” จึงเป็นความจริงแท้ เพราะสัจจะคือพระคำพระเจ้าเป็นพระคำแห่งความจริง และทำให้เราเป็นอิสระจากความกลัวทั้งสิ้น
       คุณสุวรรณาได้ฝากข้อคิดทิ้งท้ายไว้ให้พวกเราว่า “ ชีวิตคนเราสั้นนัก ทุกวันนี้ที่เรายังมีลมหายใจอยู่ก็เป็นพระคุณพระเจ้า  ให้มองและทำทุกอย่างเป็นเหมือนงานอดิเรก เพราะจะทำให้เรามีความสุข ทำงานด้วยความสนุก และไม่เครียดกับมัน แต่การเป็นคริสเตียนไม่ใช่เป็นงานแต่เป็นชีวิตของเราทั้งหมด คือเป็นวิถีชีวิตที่เดินไปได้ด้วยความจริงของพระเจ้า ผู้ทรงเป็นคำตอบของทุกปัญหาในชีวิต ดังนั้นเราจึงต้องไม่ลืมว่า “ทุกปัญหามีทางออก ใช้ชีวิตอย่างมีสติ”

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความหวัง กำลังใจ ชัยชนะ



เขียนโดย คุณแม่สุภาพร กัณฑะเสณ   
“ชีวิตล้วนอนิจจังแม้จะมีความทุกข์สักเท่าใดพระองค์ทรงเคียงใกล้ไม่เคยห่าง ทรงช่วยผ่อนทุกข์ หนักให้เบาบาง ความเจ็บปวดบ้างพระสร้างให้รู้คุณ ยามสุขเราสรรเสริญพระองค์เจ้า ยามเศร้ามีพระองค์ทรงเป็นเพื่อน ช่วยอบรมข่มจิตสนิทเตือน

พระเป็นพ่อและ เพื่อนจงอย่ากลัว ชีวิตเราเหมือนเทียนที่จุดไว้ มอดไหม้ไป นานๆ ก็พาลหมด ทุกสิ่งเราสร้างแม้เกียรติยศ ก็สูญสิ้นหมด ล้วนอนิจจัง” ชีวิตที่เกิดมาทุกชีวิตต้องเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บมากมาย ตั้งแต่เกิดมา จนกระทั่งจากโลกนี้ไป แต่โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนในโลกนี้ไปมากต่อมากมาแล้วโรคหนึ่งคือ โรคมะเร็ง ถ้าใครก็ตามที่เจ็บป่วยและตรวจพบว่าเป็นมะเร็งก็จะหมดกำลังใจ สิ้นหวัง เพราะรู้ว่าการรักษาโรคนี้ต้องใช้จ่ายเงินมาก และไม่แน่ใจว่ารักษาแล้วจะหายหรือไม่ หรือบางคนรักษาไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง ไม่นานนักก็ต้องเสียชีวิต แต่มีชีวิตหนึ่ง ที่เป็นมะเร็ง ครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านผู้นี้มีความหวัง มีกำลังใจ และมีชัยชนะต่อโรคร้าย ท่านทำให้เราเห็นว่า แม้ร่างกายจะถูกมะเร็งร้ายกัดกิน แต่วิญญาณจิตของท่านยังคงมีชัยชนะเหนือโรคร้ายนั้น ท่านทำได้อย่างไร

      คุณสุภาพร กันทะเสน อายุ 60 ปี สมรส และมีบุตรสาว 2 คนเป็นสมาชิกคริสตจักร นิมิตใหม่ ทั้ง ครอบครัว คุณแม่สุภาพรมาเป็นคริสเตียนเพราะลูกสาวคนโตมาเชื่อพระเจ้าก่อน  จากนั้นก็พาคุณพ่อและคุณแม่รวมทั้งน้องสาวมาเชื่อพระเจ้า ท่านเล่าให้เราฟังถึงช่วงเวลาที่ท่านต้องสัมผัสกับโรคร้าย ดูเหมือนชีวิตจะหมดกำลังเรี่ยวแรงที่จะดำเนินชีวิตต่อไปและแล้วคำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมก็มีพลัง ทำให้โรคร้ายหายได้ ท่านเล่าให้ฟังว่า “เมื่อประมาณ 12 ปีมาแล้ว แม่ได้ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งที่เต้านม ลูกสาวที่เป็นคริสเตียนก็ได้พาพี่น้อง ที่คริสตจักร มาอธิษฐานเผื่อแม่ และพี่น้องก็ได้ช่วยกันอธิษฐานเผื่อให้แม่หายจากการเป็นมะเร็งนี้และพระเจ้าก็ทรงรักษาให้หาย” แต่แล้ว ในปีที่ผ่านมาท่านก็เกิดโรคร้ายนี้ขึ้นอีกครั้ง ท่านเล่าให้เราฟังต่อว่า “เมื่อปีทีแล้วแม่ไปพบหมอ หมอก็ได้ตรวจพบกระดูกที่หน้าอกโตขึ้นและพบก้อนเนื้อที่ปอด หมอบอกว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่กระดูกและที่ปอด ที่กระดูกโตวัดได้ 4 เซนติเมตร และที่ปอดเป็นก้อนเนื้อมะเร็งทำให้มีน้ำท่วมปอด จากนั้นก็เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล แม่เองมีความเชื่อในพระเจ้าแม่จึงได้อธิษฐานให้พระองค์ทรงรักษาแม่ผ่านทางหมอและยาที่ให้ จากนั้นแม่ได้กลับไปตรวจดูมะเร็งอีกครั้งปรากฏว่าก้อนมะเร็งร้ายหายไป หมอแปลกใจมากเพราะบางคนก้อนเนื้อจะขึ้นมาอีก แต่ของแม่ก้อนเนื้อหายไปเลย ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงรักษาแม่อีกครั้ง ปัจจุบันแม่เป็นปกติดีเหมือนคนทั่วไป แต่ละครั้งในชีวิตที่ต้องเผชิญกับโรคร้าย ไม่ง่ายเลยที่จะมีกำลังต่อสู้ได้ในทุกสถานการณ์ สิ่งใดกันคือพลังที่จะหล่อหลอมจิตใจให้มีกำลังขึ้นที่จะสู้ต่อไป “เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับชีวิตแม่ แม่จะยอมรับตรงนั้น และมีความเชื่อและวางใจในพระเจ้าว่าจะทรงรักษาให้หาย พระเจ้าคงอยากให้แม่เห็นพระคุณของพระองค์ที่มีต่อชีวิตแม่ แม่คิดเสมอว่าเมื่อสิบกว่าปี ก่อน พระองค์ทรงรักษาแม่อย่างไรมาวันนี้ถ้าพระเจ้าจะให้เป็นอีก พระองค์ก็ต้องรักษาให้แม่หายอีกเช่นกัน

      พระคำ ตอนที่หนุนใจแม่มากคือใน สดุดี 57 : 1 ‘ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงพระกรุณา ต่อข้าพระองค์ ขอทรง พระกรุณาต่อข้าพระองค์ เพราะจิตวิญญาณของข้าพระองค์ลี้ภัยอยู่ในพระองค์ ข้าพระองค์ลี้ภัยอยู่ใต้ร่มปีก ของพระองค์ จนกว่าภัยอันตรายจะผ่านพ้นไป’ อยากหนุนใจสำหรับคนที่ท้อใจว่า เมื่อท้อใจขอให้อ่านพระคำของพระเจ้า พระคำทุกบททุกตอนจะหนุนใจเราทำให้มีกำลังขึ้นโดยพระองค์ พระวจนะของพระเจ้ายังคงอยู่เคียงข้างชีวิตของท่านเสมอ ท่านได้แบ่งปันให้เราฟังถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ท่านจดจำได้ดีเสมอ คือ “แม่จะชอบอ่านพระคำของพระเจ้าอย่างเช่น ใน 1 โครินธ์ 13 เรื่องของความรัก ในปัญญาจารย์ 5 : 8 ที่ว่า ‘ถ้าเจ้าเห็นคนจนในเมืองถูกข่มเหงก็ดี เห็นความยุติธรรมและสิทธิถูกคร่าเอาไปเสียก็ดี เจ้าอย่าหลากใจในเรื่องนั้น ด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่คอยจับตาเจ้าหน้าที่อยู่ แล้วยังมีผู้สูงกว่าอีกชั้นหนึ่งจับตาอยู่เหนือพวกเขาทั้งสิ้น’ ในกาลาเทีย 6 : 10 ที่ว่า ‘เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง และเฉพาะอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่มีความเชื่อ’

      ท้ายที่สุดนี้ท่านได้ฝากข้อคิดให้เราไว้ถึงชีวิตที่จะดำเนินกับพระเจ้าในแต่ละวันว่า “คริสเตียนเราสำคัญที่สุด คือวางใจในพระเจ้าเสมอ ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา ตัวอย่างโยบ แม่จะเอาโยบ เป็นตัวอย่างในเรื่อง ความอดทน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม่ได้เห็นความรักของพระเจ้าผ่านทางพี่น้องมากมาย ที่อธิษฐานเผื่อเสมอ หนุนใจแม่เป็นกำลังใจที่ดี ขนาดคนเจ็บป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายอย่างแม่ พระเจ้าก็ยังรักษาให้หายได้ ขอเพียงเราเชื่อและวางใจในพระองค์ อย่าท้อใจเมื่อรู้สึกทุกข์ใจ ความทุกข์บางครั้งทำให้เรานอนไม่หลับ ให้อ่านพระวจนะของพระเจ้าจะทำให้ดีขึ้น ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนวางใจในพระองค์ พระองค์จะไม่ทอดทิ้งเราจะอยู่กับเราเสมอในยามยากลำบาก เวลาแม่มีเรื่องไม่สบายใจจะพูดคุยกับพระเจ้า แม่จะตื่นตอนตี 4 ตี 5 เพื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าวันละครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงขึ้นอยู่กับ หัวข้อว่ามีมากแค่ไหน ทีเราจะใช้เวลาคุยกับพระเจ้า ขอให้ทุกคนที่ต้องเผชิญปัญหาใกล้ชิดพระเจ้าให้มากขึ้น” มะเร็งนั้นไม่อาจบั่นทอนความรัก ไม่อาจบดขยี้ความหวัง ไม่อาจกัดกร่อนความเชื่อ ไม่อาจแทะกินสันติสุข ไม่อาจทำลายความเชื่อมั่น ไม่อาจสังหารมิตรภาพ ไม่อาจปิดกั้นความทรงจำ ไม่อาจสยบ ความกล้า ไม่อาจรุกล้ำจิตวิญญาณ ไม่อาจลดทอนชีวิตนิรันดร์ ไม่อาจดับพระวิญญาณ ไม่อาจทอนฤทธิ์อำนาจของการเป็นขึ้นมาจากความตายลงได้ หากโรคที่รักษาไม่หายแต่กลับรุกล้ำเข้ามาในชีวิต จงอย่ายอมให้มันเข้ามาแตะต้องจิตวิญญาณของคุณ ร่างกายของคุณอาจต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส และคุณอาจต่อสู้อย่างหนัก แต่หากคุณยังคงวางใจในความรักของพระเจ้า จิตวิญญาณของคุณจะยังคงเข้มแข็งอยู่ได้