หมวดคู่มือศึกษาพระคัมภีร์
คลังบทความภาษาไทย
- หน้าแรก
- เปรียบเทียบความเชื่อศาสนาต่าง ๆ
- เรื่องน่ารู้สำหรับผู้เชื่อใหม่
- วีดีโอคำพยาน
- ประวัติอัครสาวกทั้ง 12 คน
- โองการ
- My Inspiration Quotes
- ก่อนตายต้องรู้
- Keep Praying
- bright romance แสงสว่างเเห่งรักที่เเท้จริง
- English Articles
- Lost in my own thoughts
- My Stoties/เรื่องราวของฉันกับพระองค์
- The Perfect Stranger_Supper with Jesus 2005
- another perfect stranger christian movie
- Interesting videos
- คลังบทความภาษาไทย
- My Facebook
- I am a Stroke Survivor!!
- พระเยซูคริสต์ ภาษาไทย Jesus Christ Thai
- Ian's Testimony.
- The Hope ความหวัง
- เกิดอะไรขึ้นที่บนไม้กางเขน
- ปฏิหาริย์พระเยซู
- คำอธิษฐาน
- รวมเพลงคริสเตียนทาง you tube
- ทำไมพระเยซูตาย?
- วิทยาศาสตร์กับพระเจ้า(คุณหมอภากร)
- Amazing Evidence For God – Scientific Evidence For God
- รวมเพลงนมัสการ
- คริสตจักรของ พระคริสต์
- Bible coursesonline
- I love You My God
- พระเจ้าที่เรามองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ แต่เรารับรู้การมีอยู่ของพระองค์ได้
- ชีวิตของพระเยซูคริสต์
วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560
อะไรคือตราประทับทั้งเจ็ดดวงและแตรเจ็ดคัน ใน หนังสือวิวรณ์?
คำตอบ: ตราประทับทั้งเจ็ดดวง (วิวรณ์ 6:1-17 , 8:1-5 ) แตรเจ็ดคัน (วิวรณ์ 8:6-21 11:15-19 ) และขันเจ็ดใบ (วิวรณ์ 16:1-21) ตามติดต่อเนื่องกันสามอย่างในยุคสุดท้ายแห่งการพิพากษาจากพระเจ้า
การพิพากษาค่อย ๆ คืบหน้าเลวร้ายขึ้น และยิ่งทำลายล้างมากขึ้นเมื่อใกล้เวลาถึงยุคสุดท้าย
ตราประทับทั้งเจ็ดดวง แตรและขัน มีความเกี่ยวเนื่องกันและกัน
ตราประทับดวงที่เจ็ด แนะนำแตรเจ็ดคัน (วิวรณ์ 8:1-5) และแตรคันที่เจ็ดแนะนำขันทั้งเจ็ดใบ (วิวรณ์ 11:15-19 15:1-8)
ตราประทับสี่ดวงแรกในเจ็ดดวงเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นผู้ขี่ม้าทั้งสี่คนในบันทึกคัมภีร์ของศาสนาคริสต์
ตราประทับดวงแรกแนะนำปฏิปักษ์พระคริสต์ วิวรณ์ 6:1-2 “ เมื่อพระเมษโปดกทรงแกะตราดวงหนึ่งในเจ็ดดวงนั้นออกแล้ว ข้าพเจ้าก็แลเห็น และได้ยินสัตว์ตัวหนึ่งในสี่ตัวนั้นร้องเสียงดังดุจเสียงฟ้าร้องว่า “มาเถอะ” ข้าพเจ้าก็แลเห็น และดูเถิด มีม้าขาวตัวหนึ่งออกมา และท่านที่ขี่ม้านั้นถือธนู และได้รับพระราชทานมงกุฎ แล้วท่านก็ขี่ม้าออกไปอย่างมีชัย และเพื่อได้ชัยชนะ”
ตราประทับดวงที่สอง เป็นเหตุให้เกิดสงครามใหญ่ วิวรณ์ 6:3-4 “เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่สองนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ยินสัตว์ตัวที่สองร้องว่า “มาเถอะ” และมีม้าอีกตัวหนึ่งเข้ามาเป็นม้าสีแดงสด ผู้ที่ขี่ม้าตัวนี้ได้รับพระราชานุญาติให้นำสันติสุขไปจากแผ่นดินโลก เพื่อให้คนทั้งปวงรบราฆ่าฟันกัน และท่านผู้นี้ได้รับพระราชทานดาบใหญ่เล่มหนึ่ง” ตราประทับดวงที่สามของเจ็ดดวง เป็นเหตุให้เกิดการกันดารอาหาร วิวรณ์ 6:5-6 “เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่สามนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ยินสัตว์ตัวที่สามร้องว่า “มาเถอะ” แล้วข้าพเจ้าก็แลเห็น และดูเถิด ม้าดำตัวหนึ่งเข้ามา และท่านที่ขี่ม้านั้นถือตราชู แล้วข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียง เหมือนกับว่าดังออกมาจากท่ามกลางสัตว์ทั้งสี่นั้นว่า “ข้าวสาลีราคาทะนานละหนึ่งเดนาริอัน ข้าวบารลีสามทะนานต่อหนึ่งเดนาริอัน แต่เจ้าอย่าทำอันตรายแก่น้ำมันและน้ำองุ่น”
ตราประทับดวงที่สี่ นำมาซึ่งโรคระบาด การกันดารอาหารต่อไป และสงครามต่อไป วิวรณ์ 6:7-8 “เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่สี่นั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงสัตว์ตัวที่สี่ร้องว่า “มาเถอะ”
แล้วข้าพเจ้าก็แลเห็น และดูเถิด ม้าสีกะเลียวตัวหนึ่งเข้ามา ผู้ที่นั่งบนหลังม้านั้นมีชื่อว่ามัจจุราช และแดนคนตายก็ติดตามมาด้วย พระองค์ทรงให้ทั้งสองนี้มีอำนาจล้างผลาญแผ่นดินโลกได้หนึ่งในสี่ส่วน ด้วยคมดาบ ด้วยความอดอยาก ด้วยโรคระบาด และด้วยสัตว์ร้ายแห่งแผ่นดิน”
การพิพากษาค่อย ๆ คืบหน้าเลวร้ายขึ้น และยิ่งทำลายล้างมากขึ้นเมื่อใกล้เวลาถึงยุคสุดท้าย
ตราประทับทั้งเจ็ดดวง แตรและขัน มีความเกี่ยวเนื่องกันและกัน
ตราประทับดวงที่เจ็ด แนะนำแตรเจ็ดคัน (วิวรณ์ 8:1-5) และแตรคันที่เจ็ดแนะนำขันทั้งเจ็ดใบ (วิวรณ์ 11:15-19 15:1-8)
ตราประทับสี่ดวงแรกในเจ็ดดวงเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นผู้ขี่ม้าทั้งสี่คนในบันทึกคัมภีร์ของศาสนาคริสต์
ตราประทับดวงแรกแนะนำปฏิปักษ์พระคริสต์ วิวรณ์ 6:1-2 “ เมื่อพระเมษโปดกทรงแกะตราดวงหนึ่งในเจ็ดดวงนั้นออกแล้ว ข้าพเจ้าก็แลเห็น และได้ยินสัตว์ตัวหนึ่งในสี่ตัวนั้นร้องเสียงดังดุจเสียงฟ้าร้องว่า “มาเถอะ” ข้าพเจ้าก็แลเห็น และดูเถิด มีม้าขาวตัวหนึ่งออกมา และท่านที่ขี่ม้านั้นถือธนู และได้รับพระราชทานมงกุฎ แล้วท่านก็ขี่ม้าออกไปอย่างมีชัย และเพื่อได้ชัยชนะ”
ตราประทับดวงที่สอง เป็นเหตุให้เกิดสงครามใหญ่ วิวรณ์ 6:3-4 “เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่สองนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ยินสัตว์ตัวที่สองร้องว่า “มาเถอะ” และมีม้าอีกตัวหนึ่งเข้ามาเป็นม้าสีแดงสด ผู้ที่ขี่ม้าตัวนี้ได้รับพระราชานุญาติให้นำสันติสุขไปจากแผ่นดินโลก เพื่อให้คนทั้งปวงรบราฆ่าฟันกัน และท่านผู้นี้ได้รับพระราชทานดาบใหญ่เล่มหนึ่ง” ตราประทับดวงที่สามของเจ็ดดวง เป็นเหตุให้เกิดการกันดารอาหาร วิวรณ์ 6:5-6 “เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่สามนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ยินสัตว์ตัวที่สามร้องว่า “มาเถอะ” แล้วข้าพเจ้าก็แลเห็น และดูเถิด ม้าดำตัวหนึ่งเข้ามา และท่านที่ขี่ม้านั้นถือตราชู แล้วข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียง เหมือนกับว่าดังออกมาจากท่ามกลางสัตว์ทั้งสี่นั้นว่า “ข้าวสาลีราคาทะนานละหนึ่งเดนาริอัน ข้าวบารลีสามทะนานต่อหนึ่งเดนาริอัน แต่เจ้าอย่าทำอันตรายแก่น้ำมันและน้ำองุ่น”
ตราประทับดวงที่สี่ นำมาซึ่งโรคระบาด การกันดารอาหารต่อไป และสงครามต่อไป วิวรณ์ 6:7-8 “เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่สี่นั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงสัตว์ตัวที่สี่ร้องว่า “มาเถอะ”
แล้วข้าพเจ้าก็แลเห็น และดูเถิด ม้าสีกะเลียวตัวหนึ่งเข้ามา ผู้ที่นั่งบนหลังม้านั้นมีชื่อว่ามัจจุราช และแดนคนตายก็ติดตามมาด้วย พระองค์ทรงให้ทั้งสองนี้มีอำนาจล้างผลาญแผ่นดินโลกได้หนึ่งในสี่ส่วน ด้วยคมดาบ ด้วยความอดอยาก ด้วยโรคระบาด และด้วยสัตว์ร้ายแห่งแผ่นดิน”
วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2559
การเฝ้าเดี่ยวคืออะไร
การเฝ้าเดี่ยวคือ?

การเฝ้าเดี่ยว
หมายถึง เวลาส่วนตัวที่เราอยู่สนทนากับพระเจ้า โดยการอ่านพระคัมภีร์และการอธิษฐาน
พระเยซูคริสต์ทรงใช้เวลาเช้าแต่ละวันในการอธิษฐานเฝ้าเดี่ยว
"ครั้นเวลาเช้ามืด พระองค์ได้ทรงลุกขึ้น
เสด็จออกไปยังที่เปลี่ยวและทรงอธิษฐานที่นั่น"(มาระโก 1:35) เช่นเดียวกัน
ที่เราต้องการเวลาแต่ละวันที่จะเข้าเฝ้าพระเจ้าด้วย
ข้อเสนอแนะในการใช้เวลาเฝ้าเดี่ยวอย่างมีคุณค่า
1.จัดเวลาเฉพาะที่จะถวายแด่พระเจ้าในเวลาเช้า หลังจากตื่นนอนเริ่มต้นจาก 10
นาทีก่อน แล้วจึงค่อยๆเพิ่มขึ้นเป็น 15 นาที 20 นาที หรือมากกว่านั้น
2.เริ่มต้นด้วยการอธิษฐานกับพระเจ้า
ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงอวยพระพรในสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา
ขอการทรงนำที่จะเริ่มต้นชีวิตในวันใหม่ อธิษฐานเผื่อผู้อื่น ครอบครัวและตัวเอง
3.อ่านพระคัมภีร์ ควรเริ่มที่พระธรรมยอห์น
อ่านอย่างน้อยวันละ 15 ข้อ ตั้งคำถามกับตัวเองดังนี้ว่า
3.1.มีความบาปอะไรที่ต้องสารภาพ
3.2.พระเจ้าทรงสัญญาอะไรที่มีสิทธิ์ขอได้
3.3.มีตัวอย่างอะไรที่ควรปฏิบัติตาม
3.4.มีบัญญัติหรือคำสั่งใดที่ต้องเชื่อฟัง
3.5.มีบาปอะไรที่ต้องหลีกเลี่ยง
4.มีสมุดจดบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้
หรือข้อคิดที่ได้ระหว่างเฝ้าเดี่ยว พยายามทำเช่นนี้ทุกวัน
วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2559
คำถาม: พระคัมภีร์พูดเกี่ยวกับการถวายสิบลดไว้ว่าอย่างไร?
คำตอบ: การถวายสิบลดเป็นเรื่องที่คริสเตียนหลายคนมีปัญหากับมัน ในหลาย ๆ คริสตจักร การถวายสิบลดถูกเน้นมากเกินไป ในทำนองเดียวกัน คริสเตียนหลายคนปฏิเสธไม่ยอมทำตามพระคัมภีร์เกี่ยวกับการถวายให้กับพระเจ้า การถวายสิบลด/การถวาย ควรจะเป็นการกระทำด้วยความชื่นชมยินดี, และเป็นพระพร แต่เป็นที่น่าเสียใจว่ามันเกิดขึ้นเป็นส่วนน้อยในคริสตจักรในปัจจุบัน
การถวายสิบลดเป็นแนวความคิดที่มาจากพระคัมภีร์เดิม การถวายสิบลดเป็นกฎข้อบังคับสำหรับคนอิสราเอลทุกคน คนอิสราเอลจะต้องถวาย 10% ของทุกสิ่งที่เขาหามาได้และเพาะปลูกได้ไว้ที่พลับพลา/พระวิหาร (เลวีนิติ 27:30; กันดารวิถี 18:26; เฉลยธรรมบัญญัติ 14:24; 2 พงศ์ศาวดาร 31:5) บางคนเข้าใจว่าการถวายทศางค์ในพันธสัญญาเดิมเปรียบเสมือนการเสียภาษี เพื่อให้ปุโรหิตและคนเลวีได้มีกินมีใช้ ในพันธสัญญาใหม่ไม่มีที่ไหนสั่งหรือแม้แต่แนะนำให้คริสเตียนยอมรับกฎแห่งการถวายสิบลดอย่างเป็นทางการ ท่านอาจารย์เปาโลบอกว่าผู้เชื่อควรแยกรายรับไว้ส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนคริสตจักร (1 โครินธ์ 16:1-2).
ไม่มีที่ไหนในพันธสัญญาใหม่ที่บอกจำนวนเปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่คริสเตียนจะต้องแยกไว้ แต่บอกว่าให้เป็นไป “ตามที่พระเจ้าได้ทรงให้ท่านจำเริญขึ้น” (1 โครินธ์ 16:2). คริสตจักรยกเอาตัวเลข 10% มาจากทศางค์ในพันธสัญญาเดิมแล้วนำมาประยุกต์ว่าเป็นจำนวน “ขั้นต่ำที่แนะนำ” สำหรับคริสเตียนในการถวาย อย่างไรก็ตามคริสเตียนไม่ควรมีความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องถวายเสมอ เขาควรถวาย “ตามที่พระเจ้าได้ทรงให้ท่านจำเริญขึ้น” นี่หมายความว่า บางครั้งอาจมากกว่าจำนวนทศางค์ บางครั้งอาจน้อยกว่า ทั้งหมดขึ้นอยู่ก้บความสามารถของเขาและความจำเป็นของคริสตจักร คริสเตียนทุกคนควรอธิษฐานขอสติปัญญาจากพระเจ้าว่าเขาควรถวายหรือไม่และ/หรือ เท่าไหร่ (ยากอบ 1:5) “ทุกคนจงให้ตามที่เขาได้คิดหมายไว้ในใจ มิใช่ให้ด้วยนึกเสียดาย มิใช่ให้ด้วยการฝืนใจ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักคนนั้นที่ให้ด้วยใจยินดี” (2 โครินธ์ 9:7).
โนอาห์ คนชอบธรรม ปฐมกาลบทที่ ๖-๙
โนอาห์ คนชอบธรรม
ตัวอย่าง : ถามว่า
คุณยายมีบ้านอยู่ริมน้ำ แกมีเรือ มีพาย และมีสินค้าสำหรับไปขายแล้ว
แต่ยังขาดอะไรจึงไปไม่ถึงตลาด? คำตอบคือ “ขาดใจตาย!”
ในพระคัมภีร์เดิมมีชายสองคนที่พระเจ้าทรงชมเชย
คนแรกชื่อโยบ อยู่ในแผ่นดินอุส เขาที่ร่ำรวยมหาศาล
แต่เป็นคนที่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าอยู่เสมอ จึงได้รับการเรียกขานว่า “เป็นคนดีพร้อมและเที่ยงธรรม เป็นผู้ที่เกรงกลัวพระเจ้าและหันเสียจากความชั่วร้าย”
(โยบ ๑.๑) คนที่สองคือโนอาห์ พระคัมภีร์บอกว่า “เป็นคนชอบธรรม ดีพร้อมในสมัยของเขา โนอาห์ดำเนินกับพระเจ้า” (ปฐก. ๖.๙)
นักเขียนคริสเตียนคนหนึ่งอธิบายพระคัมภีร์ตอนนี้ว่า
“โนอาห์เป็นคนดีในยุคที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายและความรุนแรง
ซึ่งเลวทรามถึงขนาดที่พระเจ้าทรงอดทนต่อไปไม่ไหว จึงส่งน้ำมาท่วมเพื่อล้างโลก มีแต่โนอาห์และครอบครัวเท่านั้นที่รอด
มนุษย์นอกตายเกลี้ยง”
๑.ความเป็นของโนอาห์
(๑)ชื่อโนอาห์
โนอาห์ในภาษาฮีบรูแปลว่า “พัก” หรือหยุดพัก (rest) คงจะมีความหมายในฝ่ายจิตวิญญาณว่า “หยุดพักจากการทำความผิดบาป”
โนอาห์เป็นเชื้อสายของอาดัมผ่านทางเสท และเป็นลูกของลาเมค
ตอนเกิดมาพ่อตั้งชื่อว่าโนอาห์พร้อมกับกล่าวว่า “ลูกคนนี้จะชูใจในการงานของเรา
กาตรากตรำของมือเรา และจากแผ่นดินซึ่งพระเจ้าทรงสาปแช่งไว้” (ปฐก. ๕.๒๘-๒๙) คำว่า “ชูใจ” (naham -
comfort) มาจากรากศัพท์เดียวกันกับคำว่า “โนอาห์”
(Noah)
สำรวจปฐมกาล
มาสำรวจปฐมกาล โดย อ. ธวัช เย็นใจ
พระธรรมปฐมกาล ปฐก. ๑.๑-๒.๓
“ในปฐมกาลพระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งในฟ้าสวรรค์และโลก
ขณะนั้นโลกยังไม่มีรูปทรงและว่างเปล่าความมืดปกคลุมอยู่เหนือห้วงน้ำ
พระวิญญาณของพระเจ้าทรงเคลื่อนไหวอยู่เหนือน้ำนั้น” ปฐก.
๑.๑-๒ [1]
พระคริสตธรรมคัมภีร์
หนังสือที่ได้รับการดลใจ : ผู้ที่เป็นคริสเตียนมีความเชื่อว่า
พระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นหนังสือที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า
และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี
และการอบรมในทางธรรม” (๒ ทธ. ๓.๑๖) คำว่า “ดลใจ” (Inspired by God) ในพระคัมภีร์เดิมภาษาฮีบรู “Neschamah”
คือ “ลมหายใจขององค์ ผู้ทรงมหิทธิฤทธ์”(โยบ ๓๒.๘) ในพระคัมภีร์ใหม่ “ธีโอนิวตอส”
(Theopneustos) มีความหมายว่า “พระเจ้าทรงระบายลมหายใจ”
(God-breathed) ดังปรากฏอยู่ในพระธรรม ๒ ทิโมธี ๓.๑๖[2] ความสอดคล้อง : จากการศึกษาอย่างละเอียดทำให้เราพบว่า หนังสือพระคริสตธรรมคัมภีร์จำนวน
๖๖ เล่ม(ประกอบด้วยภาคพันธสัญญาเดิม ๓๙ เล่ม และภาคพันธสัญญาใหม่ ๒๗ เล่ม)
มีเนื้อหาสาระที่สอดคล้องต้องกันเป็นเสมือนห่วงโซ่ที่ร้อยเรียงต่อเนื่องอย่างไม่ขาดตอน
มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งนี้เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้ทรงดลใจให้มนุษย์มีความสามารถในการเขียนและเข้าใจ
อัครสาวกเปโตรกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจข้อนี้ก่อน
คือผู้หนึ่งผู้ใดจะตีความหมายคำของผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เอาเองไม่ได้
เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น ไม่ได้มาจากความคิดในจิตใจของมนุษย์
แต่มนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจเขา”
(๒ ปต. ๑.๒๐-๒๑) ผู้เขียน : นักศาสนศาสตร์ลงความเห็นสอดคล้องกันว่า
โมเสสเป็นผู้เขียนพระธรรมปฐมกาล รวมไปถึงพระคัมภีร์ห้าเล่มแรกที่เรียกว่า “เบญจบรรณ” ในภาษาเดิมเรียกว่าโทราห์ (Torah) ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปฐมกาล อพยพ เลวีนิติ กันดารวิถี และเฉลยธรรมบัญญัติ
พระคัมภีร์กล่าวว่า “โมเสสจึงจารึกพระวจนะของพระเจ้าไว้ทุกคำ”
(อพย. ๒๔.๔) “โมเสสได้เขียนจดหมายนี้และมอบให้แก่ปุโรหิตบุตรหลานของเลวี...”
( ฉธบ. ๓๑.๙)
ปฐมกาลพระคัมภีร์วันละคำ
ปฐมกาล
ปฐมกาล (Genesis) พระคัมภีร์เล่มแรกของคริสเตียน ในภาษาฮีบรู bereshith
หมายถึงจุดเริ่มต้น (in the beginning) ซึ่งมาจากพระคัมภีร์ฉบับเสปตูจินท์
(LXX) โมเสสเป็นผู้เขียนด้วยรับการ "ดลใจ"
จากพระเจ้า (2 ทธ. 3:16)
หนังสือ 5 เล่มแรกในพระคัมภีร์เรียกว่า "โทราห์" (Torah)
หนังสือม้วนที่เขียนบนแผ่นพะไพรัส หรือในภาษาไทย
"เบญจบรรณ" ตั้งปฐมกาลจนถึงเฉลยธรรมบัญญัติ เป็นกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการดำเนินชีวิต
ที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่ประชากรของพระองค์ (คนอิสราเอล)
ซึ่งปัจจุบันนี้ก็คือคริสเตียนนั่นเอง
เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาราว
กคศ. 2000-1500
สถานที่เกิดขึ้นคือบริเวณแถบตะวันออกกลางและดินแดนเมโสโปเตเมีย
(คืออิหร่านและอิรัคในปัจจุบัน) อิสราเอล จอร์แดน เลบานอนและอียิปต์
พระธรรมปฐมกาลกล่าวถึงสองเรื่องที่สำคัญคือ
1. พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง
สรรพสิ่งทั้งปวง
ด้วยฤทธานุภาพและความสัพพัญญูของพระองค์ กล่าวถึงการ
สถาปนาสถาบันครอบครัว
ความผิดบาปที่เกิดขึ้นครั้งแรก(และลุกลามไปทั่วโลก)
และภาษาต่างๆของมนุษย์ (บทที่ 1-11)
2. กล่าวถึงการทรงเรียกอับราฮัมออกมาจากเมืองเออร์(เมืองแห่งความผิดบาป)
เพื่อให้เป็นต้นตระกูลของชนชาติอิสราเอล และทรงสัญญาว่าจะอวยพระพรให้มีลูกหลาน
เป็นชนชาติใหญ่และรับพระพรมากมาย เข้ายึดครองคานาอันดินแดนแห่งน้ำผึ้งและน้ำนม
(บทที่ 12-50)
ปฐมกาลจบลงตรงที่โยเซฟมารับบิดาคือยาโคบและย้ายครอบครัวทั้งหมด
เข้าไปอยู่ในประเทศอียิปต์!
บทเรียน :
เมื่อเราอ่านปฐมกาลจะพบความจริงว่า พระเจ้าทรงเป็นจุดกำเนิดของสิ่งทั้งปวง
เมื่อทรงสร้างแล้วมิได้ปล่อยโลกและมนุษย์ให้เผชิญชะตากรรมตามลำพัง แต่ยังทรงติดตามเอาพระทัยใส่อยู่ตลอดเวลา
พระองค์ทรงให้สิทธิในการเลือกแก่มนุษย์
เมื่อเขาเลือกไม่เชื่อฟังและทำบาป ผลที่ติดตามมาคืิอถูกตัดขาดจากพระเจ้า
รับความทุกข์และความตาย แต่พระองค์ยังทรงรักและห่วงใย
จึงเริ่มต้นใหม่โดยการเลือกโนอาห์ อับราฮัมและคนอื่นๆ จนในที่สุดพระองค์ทรงส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ให้เสด็จลงมาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน
เพื่อไถ่โทษบาปของมวลมนุษย์
ผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์
จะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์ (ยน. 3:16)
ท่านผู้อ่านที่รัก
แม้คุณจะหลงทางห่างพระเจ้าไป โปรดรับรู้เถิดว่า พระองค์ยังทรงรักและห่วงใยคุณ
หันกลับมาและกลับใจเสียใหม่ คุณจะได้รับสันติสุขและชีวิตอันอมตะนิรันดร.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


